คอลัมน์ : มองอย่างไท

ชิงอำนาจ เพื่อชาติหรือเพื่อใคร
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๓๑ ของอาณาจักรอยุธยา ทรงสืบเชื้อสาย
ราชวงศ์บ้านพลูหลวง โดยเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี (พระเจ้าเสือ) มีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้าพร พระเชษฐาคือเจ้าฟ้าเพชร ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ) เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา ส่วนเจ้าฟ้าได้รับการสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าเสือ พระเจ้าท้ายสระได้ขึ้นครองราชย์แทน แต่หลังจากนั้นไม่นานได้สละราชสมบัติให้กับเจ้าฟ้าอภัยซึ่งเป็นพระราชโอรส จึงได้เกิดการสู้รบระหว่างเจ้าฟ้าพรกับเจ้าฟ้าอภัย เนื่องจากโดยตำแหน่งกรมพระราชวังบวรนั้นเจ้าฟ้าพรควรจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อ เกิดการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์เป็นสงครามกลางเมืองกินระยะเวลานานกว่า ๑ ปี
พระเจ้าบรมโกศได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.๒๒๗๕ มีพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าบรมราชาธิราช ในช่วงต้นรัชกาลนั้นยังมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจอยู่เป็นระยะๆ จนต้องมีการสำเร็จโทษเชื้อสายที่เป็นชั้นเจ้าฟ้าหลายพระองค์ และหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดสงบลงจึงได้มีการจัดพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระเจ้าท้ายสระตามโบราณราชประเพณี
ในปี พ.ศ.๒๒๗๗ พระเจ้าบรมโกศได้เสด็จประพาสล้อมช้างป่าที่เมืองลพบุรี ได้ช้างมาถึง ๑๘๐ เชือก ส่วนที่เหลืออีก ๓๐๙ เชือกโปรดให้ปล่อยกลับเข้าสู่ป่า ในระหว่างนั้นเกิดกบฏชาวจีนที่เรียกว่ากบฏนายก่ายขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา ได้มีการสมคบคิดกันเข้าปล้นพระราชวัง เป็นเหตุให้พระองค์ต้องรีบเสด็จกลับพระนคร
ข่าวกบฏชาวจีนรั่วไหล ขุนนางจำนวนหนึ่งนำโดยพระยาเพชรพิไชยได้เข้าล้อมและสู้รบกับพวกกบฏและเอาชนะได้ ฝ่ายกบฏถูกฆ่าตายบางส่วนและบางส่วนหนีไปได้ เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาได้มีรับสั่งให้ติดตามจับตัวกบฏได้ทั้งหมด ๒๘๑ คน หลังการไต่สวนแล้วจึงประหารชีวิตระดับหัวหน้ากบฏ ๔๐ คน ส่วนที่เหลือให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนโบยตามโทษานุโทษแล้วปล่อยตัวไป
ในปลายปีเดียวกันนั้นพระเจ้าบรมโกศเริ่มมีพระอาการประชวร ได้เกิดเหตุบาดหมางเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องราชสมบัติระหว่างกรมขุนเสนาพิทักษ์หรือเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง) กับกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์หรือเจ้าฟ้านเรนทร พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าท้ายสระซึ่งขณะนั้นทรงผนวชเป็นพระภิกษุและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าบรมโกศ โดยเจ้าฟ้ากุ้งได้ลอบทำร้ายกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ขณะมาเยี่ยมพระปิตุลา
เมื่อพระเจ้าบรมโกศทราบเรื่องราว จึงมีรับสั่งให้ติดตามตัวเจ้าฟ้ากุ้งเพื่อมาสำเร็จโทษ เมื่อกรมหลวงอภัยอนุชิต พระสนมซึ่งเป็นพระชนนีของเจ้าฟ้ากุ้งทราบเหตุ จึงได้เข้าเฝ้าขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งพระเจ้าบรมโกศทรงดำรัสว่าเมื่อเป็นกบฏแล้วก็ต้องประหารชีวิต หลังจากถูกประหารแล้วได้มีการจัดสร้างเจดีย์ บรรจุพระอัฐิของเจ้าฟ้ากุ้งไว้ที่วัดไชยวัฒนาราม อันเป็นวัดที่หากไม่ถูกพม่าเผา ทำลายในการเสียกรุงครั้งที่ ๒ จะเป็นวัดที่มีความสวยงามอย่างที่สุดวัดหนึ่ง
ในสมัยของพระเจ้าบรมโกศนั้น อาณาจักรอยุธยามีการเจริญสัมพันธไมตรี กับกรุงอังวะ ซึ่งมีความขัดแย้งกับกรุงหงสาวดี พวกอังวะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จึงหนีมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารของอยุธยา จนทำให้สัมพันธไมตรีของทั้งสองฝ่ายแน่นแฟ้น มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตรวมทั้งการส่งเครื่องราชบรรณาการด้วย
ในด้านการพระศาสนานั้นก็เป็นช่วงที่พุทธศาสนาได้รับการทำนบำรุงเป็นอย่างมาก จนทำให้พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงหาสน์แห่งกรุงลังกา แต่งตั้งคณะราชทูตเชิญพระราชสาส์นมาขออาราธนาพระสงฆ์ของกรุงศรีอยุธยาไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในกรุงลังกา และดำเนินการต่อเนื่องในรัชกาลต่อๆ มาด้วย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคตเมื่อวันพุธที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๐๑ พระชนมพรรษา ๗๘ พรรษา พระราชพิธีปลงพระศพที่ถูกจัดขึ้นนั้น เป็นการจัดอย่างสมพระเกียรติยิ่ง มีการจัดสร้างพระเมรุสูงใหญ่ โดยส่วนสูงสุดยอดพระสะเดานั้นสูงถึง ๔๕ วา มีเพดาน ๓ ชั้น ประดับตกแต่งอย่างสวยงามยิ่งมีประตู ๔ ทิศ ตัวเมรุใหญ่นั้นปิดทองทึบ กลางพระเมรุทองก็เป็นแท่นรับเชิงตะกอน โดยเชิงตะกอนนั้นปิดทองประดับกระจก เป็นที่ตั้งพระบรมศพ โดยวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๐๒
ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะสวรรคตนั้น พระองค์ทรงเห็นว่าเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต พระราชโอรสองค์ที่ ๓ เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม น่าจะบริหารบ้านเมืองได้ ในขณะที่พระเชษฐาเจ้าฟ้าเอกทัศน์ กรมหลวงอนุรักษ์มนตรีนั้นเป็นคนโฉดเขลา หาสติปัญญาและความเพียรมิได้ หากให้ขึ้นมาครองราชย์ ก็จะเกิดความวิบัติเสียหาย จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์ออกผนวช
ดังนั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวพระบรมโกศสวรรคต ขุนนางข้าราชการก็อัญเชิญเจ้าฟ้าอุทุมพรขึ้นเถลิงถวัลย์
ราชสมบัติตามพระบรมราชโองการ สร้างความไม่พอพระทัยให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์ ซึ่งลาสิกขาบทและออกมาแสดงท่าทีว่าต้องการขึ้นครองราชย์ จึงเป็นเหตุให้เจ้าฟ้าอุทุมพรได้ตัดสินใจสละราชสมบัติ เพราะไม่อยากเห็นความวุ่นวายในแผ่นดินหลังจากครองราชย์ได้เพียง ๑๐ วัน แล้วทรงออกผนวชที่วัดประดู่ ทำให้มีผู้ขนานพระนามของพระองค์ว่า ขุนหลวงหาวัด
เจ้าฟ้าเอกทัศน์ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ หรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ แต่รู้จักกันในนามทั่วไปว่าขุนหลวงขี้เรื้อน เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๓๓ และเป็นองค์สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา
เหตุการณ์แย่งชิงราชสมบัติน่าจะระแคะระคายไปถึงอาณาจักรหงสาวดี ประกอบกับพระเจ้าเอกทัศน์
ไม่มีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง จึงดูเหมือนกรุงศรีอยุธยาอ่อนแอลง พระเจ้าอลองพญาแห่งอาณาจักรหงสาวดีจึงได้ยกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๓๐๒ แต่เนื่องจากพระองค์ทรงบาดเจ็บจากปืนใหญ่ของทัพพม่าระเบิดใส่ จนต้องยกทัพกลับและพระองค์สวรรคตในที่สุด
อาณาจักรหงสาวดีมิได้ย่อท้อต่อการที่จะรุกรานอาณาจักรอยุธยา จึงยกทัพใหญ่มาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.๒๓๐๙ ซึ่งในที่สุดจากความอ่อนแอของพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์ จึงทำให้อาณาจักรอยุธยาต้องเสียอิสรภาพโดยการพ่ายแพ้อย่างยับเยินในปี พ.ศ.๒๓๑๐ ต่อกองทัพของพระเจ้ามังระ พระราชโอรสของพระเจ้าอลองพญา
การชิงอำนาจจึงเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำให้บ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้า แต่กลับจะต้องหยุดชะงักเสมอมา ซึ่งกว่าจะฟื้นตัวได้นั้นก็ต้องอาศัยเวลาอีกนานพอสมควร
ถึงแม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ก็จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕ อันเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นการชิงอำนาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมา โดยรูปแบบของการชิงอำนาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการปฏิวัติรัฐประหาร และเกิดขึ้นได้ จากการที่นักการเมืองแย่งชิงความเป็นใหญ่โดยอาศัยการเลือกตั้ง เพื่อสร้างโอกาสในการเข้ามาบริหารบ้านเมือง
แต่ทุกครั้งเมื่อนักการเมืองบริหารบ้านเมือง จะเกิดปัญหาที่อาจจะนำไปสู่ความล่มสลายของชาติ ก็จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็จะถูกกลุ่มการเมืองหรือนักการเมืองออกมาโจมตีเสมอว่าไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ได้หันกลับไปมองตัวเองเลยว่าใครกันแน่คือผู้ที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย
การยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นการแย่งชิงอำนาจนั่นเอง โดยยกเหตุต่างๆ มาอ้าง ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรในกำกับของรัฐและอื่นๆ รวมทั้งศาลก็ถูกพาดพิง
เป็นเรื่องที่ผิดสังเกตว่าการยื่นขอเปิดอภิปรายในครั้งนี้ มีรัฐมนตรีถึง ๑๘ ราย ที่ถูกขออภิปราย และทั้ง ๑๘ รายนั้นสังกัดพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลคือภูมิใจไทยเท่านั้น ส่วนรัฐมนตรีที่เหลืออีก ๑๗ รายที่สังกัดพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ไม่ถูกขออภิปราย
เป็นไปได้จริงหรือว่า รัฐมนตรีที่มาจากพรรคแกนนำหลักเท่านั้นที่อาจจะ ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เหมาะสม บกพร่อง หรือพัวพันกับเรื่องที่ถูกกล่าวหาต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องขอย้อนกลับไปถามพรรคฝ่ายค้านที่ยื่นขอเปิดอภิปรายว่า “คิดอะไรอยู่” ซึ่งคงจะไม่มีคำตอบ แต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
ก็ได้แต่หวังว่า การชิงอำนาจครั้งนี้จะเป็นการชิงอำนาจเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง มิใช่ชิงอำนาจเพื่อตัวเองหรือพรรคพวกตัวเองที่จะได้เข้ามาบริหารบ้านเมืองเพื่อดำเนินการบางอย่างแม้แต่การแก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ที่มีมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยยอมรับไม่ได้
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

