LIFE & HEALTH : การฟอกเลือดด้วยเครื่องแยกพลาสมา..รู้ก่อนตัดสินใจ

การฟอกเลือดด้วยเครื่องแยกพลาสมา หรือที่เรียกว่า พลาสมาเฟเรซิส (Plasmapheresis) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาในทางการแพทย์ เพื่อกำจัดสารผิดปกติที่ก่อให้เกิดโรค เช่นภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี และโปรตีนที่ผิดปกติให้ออกไปจากกระแสเลือด บทความนี้จะอธิบายกระบวนการ ข้อบ่งชี้ รวมถึงความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ

พลาสมาเฟเรซิสคืออะไร และทำอย่างไร?

อ. พญ.รัตตพร วิชิตรัชนีกร ฝ่ายการธนาคารเลือด รพ.จุฬาลงกรณ์
ข้อมูลจาก อ. พญ.รัตตพร วิชิตรัชนีกร ฝ่ายการธนาคารเลือด รพ.จุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า โดยปกติเลือดของเราประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และ พลาสมา ซึ่งเป็นส่วนของเหลวในเลือด พลาสมาเฟเรซิสคือ การแยกส่วนพลาสมาหรือน้ำเหลืองออกจากเลือด เพื่อกำจัดสารที่เป็นตัวก่อโรคซึ่งหมุนเวียนอยู่ในพลาสมาออกไปจากร่างกาย เมื่อแยกพลาสมาหรือน้ำเหลืองออกจากเลือดแล้ว ส่วนประกอบอื่นในเลือดได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดจะถูกส่งคืนกลับสู่ร่างกาย พร้อมกับชดเชยส่วนของพลาสมา ด้วยสารอัลบูมินหรือพลาสมาแช่แข็ง (fresh frozen plasma)
ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์: เมื่อไหร่ที่ต้องทำพลาสมาเฟเรซิส?

พลาสมาเฟเรซิสมีข้อบ่งชี้ในการรักษากว่า 100 โรคอ้างอิงจากหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหรือมีแอนติบอดีผิดปกติ แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าช่วยในการชะลอวัยหรือเพื่อความงาม ตัวอย่างโรคที่ตรงตามข้อบ่งชี้:
- โรคทางระบบประสาท: โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง กิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome)
- โรคเลือด เช่น ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกจากหลอดเลือดขนาดเล็ก (Thrombotic Thrombocytopenic Purpura, TTP), ภาวะเลือดหนืดข้นอันเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาเช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma) มะเร็งเม็ดเลือดมัยอิโลมา (myeloma)
- โรคไตอักเสบ จากภูมิต้านทานทำลายเนื้อเยื่อไต
ความเสี่ยงและอาการข้างเคียงที่ต้องระวัง
- ภาวะเลือดออกรุนแรง เนื่องจากในกระบวนการรักษา ร่างกายมีการสูญเสีย "เกล็ดเลือด" ซึ่งเป็นเซลล์ห้ามเลือดในปริมาณถึง 30-50% เทียบก่อนทำการรักษา รวมถึง "สารที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว" ถึง 60-70% ดังนั้น หากเรามีภาวะเลือดออกง่าย หรือโรคเลือดไม่แข็งตัว ซึ่งอาจเป็นโดยไม่รู้ตัว หรือจากการมีโรคประจำตัวบางอย่างหรือกินยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด อาจนำไปสู่ภาวะเลือดออกในอวัยวะสำคัญ เช่น เลือดออกในสมองจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ ร่างกายได้รับ ซิเตรต (citrate) ซึ่งเป็นยากันเลือดแข็งที่ต้องใช้ในการทำพลาสมาเฟเรซิส เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดแข็งเป็นลิ่มในเครื่องคัดแยกพลาสมา เมื่อร่างกายได้รับสารนี้ต่อเนื่องจนขับไม่ทัน ซิเตรตจะไปจับกับแคลเซียมในเลือดเกิดภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ส่งผลต่อการควบคุมจังหวะการเต้นหัวใจ นอกจากนี้แคลเซียม ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เมื่อมีระดับต่ำลงจึงอาจส่งเสริมเรื่องเลือดออกง่ายตามข้างต้น
- การติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อได้รับพลาสมาหรือน้ำเหลืองจากผู้อื่นมาทดแทน หากน้ำเหลืองนั้นมีการปนเปื้อนเชื้อโรคที่ถ่ายทอดทางการรับเลือดเช่น HIV, ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น
- ปฏิกิริยาแพ้ จากการได้รับพลาสมาหรือน้ำเหลืองที่มาจากผู้อื่น ซึ่งอาจรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะช๊อค ทางเดินหายใจตีบฉับพลัน
- ภาวะช๊อค ความดันโลหิตต่ำ จากการที่เครื่องคัดแยกพลาสมามีการดึงเลือดออกจากร่างกายเพื่อทำการคัดแยก มักเกิดในผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่นโรคหัวใจ โรคไต หรือผู้ที่รับประทานยาลดความดัน
โดยสรุป พลาสมาเฟเรซิสเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นต้องทำในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน มีทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้โดยเฉพาะ สามารถเฝ้าระวัง ติดตามอาการ และแก้ไขภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงที การเข้ารับการรักษาพลาสมาเฟเรซิสนอกสถานพยาบาลที่ขาดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตได้ทั่วประเทศ
การบริจาคโลหิตเป็นการเสียสละที่มีคุณค่าและสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต การเตรียมตัวก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จะช่วยให้การบริจาคเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้โลหิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำหลังบริจาคยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ดังนั้น ทุกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมควรร่วมเป็น ผู้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อร่วมกันสร้างคลังโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/
ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
อนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต
ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


