คอลัมน์ : คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')

เมื่อการทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เวลาพูดถึง “การทุจริตหรือคอร์รัปชัน” คนไทยจำนวนไม่น้อยมักนึกถึงภาพเจ้าหน้าที่เรียกรับเงินใต้โต๊ะ การฮั้วประมูล การจัดซื้อจัดจ้างไม่มีคุณภาพ โครงการก่อสร้างถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน หรือการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เรามักจัดมันไว้ในหมวด “ปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐ” หรือ “เป็นเรื่องของกฎหมาย” ที่ต้องแก้ด้วยมาตรการตรวจสอบและลงโทษ แต่ความจริงแล้วการทุจริตเป็นเรื่องที่ลึกกว่านั้นมาก และกระทบชีวิตคนธรรมดาอย่างเราๆ ทุกวัน โดยที่หลายครั้งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกพรากสิทธิไปอย่างเงียบๆ
เมื่อเดือนธันวาคม 2568 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ออกคู่มือ Corruption and Human Rights: A Practical Guide เพื่อชี้ให้เห็นว่า การทุจริตไม่ใช่แค่ความผิดทางกฎหมาย แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในทุกมิติ เพราะเมื่อผลประโยชน์สาธารณะถูกบิดเบือนด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวสิทธิที่ประชาชนควรได้รับตามกฎหมายก็ไม่เกิดขึ้นจริง หรือเกิดขึ้นแต่ขาดประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิด้านสุขภาพ การศึกษา การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม หรือการมีส่วนร่วมทางการเมือง
การทุจริตทำลายสิทธิของประชาชนใน 3 ระดับ 1) ผลกระทบโดยตรง เช่น การถูกเจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนเพื่อให้เข้าถึงบริการสาธารณะ ใครมีเงินก็ได้ก่อน ใครไม่มีเงินก็ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งที่สิทธิเหล่านี้ควรเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน 2) ผลกระทบทางอ้อม เช่น งบประมาณภาครัฐรั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส อาคารเรียนที่ควรสร้างให้เด็กกลับล่าช้า อุปกรณ์การแพทย์ที่ควรมีคุณภาพกลับด้อยมาตรฐาน ถนนที่ควรปลอดภัยกลับเต็มไปด้วยหลุมบ่อ สิ่งเหล่านี้คือสิทธิที่ถูกพรากไปโดยที่ประชาชนไม่เคยรู้ว่ามันหายไป 3) ผลกระทบเชิงระบบ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องรุนแรงที่สุด เพราะทุจริตทำลายความเชื่อมั่นในประเทศ เมื่อกฎหมายถูกใช้แบบสองมาตรฐาน สิทธิในการได้รับความเป็นธรรมก็ถูกบิดเบือน ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจยิ่งรุนแรงขึ้น และประชาธิปไตยถูกกัดกร่อนทีละน้อย คนเริ่มรู้สึกว่าเสียงของตัวเองไม่มีความหมาย และเมื่อความรู้สึกแบบนี้สะสมไปเรื่อยๆ สังคมก็จะค่อยๆ ชินกับความผิดปกติ จนไม่รู้ว่าอะไรคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับตามกฎหมาย
จากคู่มือของ OHCHR พบว่าสิทธิที่ได้รับผลกระทบจากทุจริตมีหลายด้าน ทั้งสิทธิด้านอาหาร สุขภาพ
และการศึกษา สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยา สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และสิทธิความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ ในประเทศไทย เราเห็นภาพเหล่านี้ชัดเจน เช่น การจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ไม่มีคุณภาพ การก่อสร้างโครงการสาธารณะที่ล่าช้าและงบบานปลาย หรือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมระหว่างคนธรรมดากับผู้มีอำนาจ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “ความไม่โปร่งใส” แต่เป็นการทำลายสิทธิของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ทุจริตส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับผลกระทบเท่ากัน เพราะมีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือ กลุ่มคนเปราะบาง เช่น คนจน ผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุคนพิการ และผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเหล่านี้พึ่งพาบริการสาธารณะเป็นหลัก และมีอำนาจต่อรองต่ำ เมื่อระบบเต็มไปด้วยการเรียกรับผลประโยชน์ พวกเขาจึงเป็นกลุ่มแรกที่ถูกกีดกันออกจากสิทธิที่ควรได้รับตามกฎหมาย ความเหลื่อมล้ำจึงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นวงจรที่ยากจะแก้ไขหากไม่มองปัญหาอย่างเป็นระบบ
ในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ที่จัดโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการ
ต่อต้านคอร์รัปชันฯ (KRAC) และภาคีเครือข่ายได้นำเสนอข้อมูลจากรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะ ประเด็น “การทุจริตกับสิทธิมนุษยชน” โดยชี้ให้เห็นว่า การทุจริตไม่ใช่เพียงปัญหาการบริหารจัดการ แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในทุกมิติ รายงานข้อเสนอแนะระบุแนวทางสำหรับประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจังได้แก่ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลต้องบูรณาการสิทธิมนุษยชนเข้าไปในนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน การสร้างระบบตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้ มีการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสทุจริตและผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน (Open Data) เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบภาครัฐได้อย่างโปร่งใส ทั้งหมดนี้เป็นการวางรากฐานให้การต่อต้านทุจริตไม่ใช่เพียงการจับผิด แต่เป็นการปกป้องสิทธิของประชาชนในทุกมิติ ตั้งแต่สิทธิด้านสุขภาพ การศึกษา ไปจนถึงสิทธิในการได้รับความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ข้อเสนอสุดท้ายคือ การเสริมพลังภาคประชาชนและสื่อมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานได้อย่างปลอดภัย เพราะการต่อต้านทุจริตจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนมีพื้นที่ในการตั้งคำถาม มีข้อมูลในการตรวจสอบ และมีความกล้าที่จะไม่ยอมรับความผิดปกติในสังคม การสร้างความตระหนักให้ประชาชนเห็นผลกระทบของทุจริต เพื่อไม่ให้สังคม “ชินชา” หรือยอมรับว่าการโกงเป็นเรื่องธรรมดา ประชาชนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง และสิทธิของทุกคนในสังคม
สุดท้ายนี้ เมื่อเรามองทุจริตผ่านกรอบสิทธิมนุษยชนจะเห็นว่า มันไม่ใช่เพียงการโกงเงิน หรือใช้อำนาจผิด แต่มันเป็นการทำลายโอกาส อนาคต ความหวัง และสิทธิของประชาชนทุกคนในสังคม การแก้ปัญหาทุจริตจึงเป็นการปกป้องสิทธิของทุกคน และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทุจริตจะลดลงต่อเมื่อประชาชนไม่ยอมให้มันเป็นเรื่องปกติอีกต่อไป เราต้องไม่ชินกับการโกง ไม่ยอมรับคำว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ” และไม่ปล่อยให้ความผิดปกติกลายเป็นเรื่องธรรมดา ถึงเวลาที่เราต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง และสิทธิของทุกคนในสังคมไทย เพื่อสร้างประเทศที่โปร่งใส เป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
พัชรี ตรีพรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


