น้ำท่วมลามซัพพลายเชน กระทบภาคอุตสาหกรรม

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสถานประกอบการในหลายพื้นที่ โดยข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ระบุว่า มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,523 ราย ใน 55 จังหวัด มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 2,137 ล้านบาท
ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมโยงกันผ่านห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) แม้โรงงานบางแห่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประสบภัย แต่การผลิตอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านแรงงาน วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และการขนส่ง รวมถึงซัพพลายเออร์บางรายไม่สามารถส่งชิ้นส่วนได้ตามปกติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่มีเครือข่ายผู้ผลิตหลายระดับ
นอกจากนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า หากขาดชิ้นส่วนสำคัญเพียง 3-4 รายการ อาจทำให้สายการผลิตต้องหยุดลงได้ สะท้อนว่าผลกระทบของน้ำท่วมอาจขยายไปถึงโรงงานที่ไม่ได้ประสบภัยโดยตรง และการติดตามความพร้อมของซัพพลายเออร์และเส้นทางขนส่งจึงมีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต
สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป สนค. ประเมินว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายและการขนส่งกลับมาเป็นปกติ ผู้ประกอบการบางส่วนอาจทยอยฟื้นการผลิตและเร่งผลิตชดเชยได้ อย่างไรก็ตามความเร็วในการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของซัพพลายเออร์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญที่อาจเป็นจุดคอขวดของระบบการผลิต รวมถึงเครื่องจักร แรงงาน และเส้นทางโลจิสติกส์ ขณะที่หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือการจัดหาชิ้นส่วนยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ อาจส่งผลต่อแผนการผลิตและการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งหลายอุตสาหกรรมมีแผนผลิตและส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การประเมินผลกระทบต้องมองต่อไปถึงการกระจายสินค้าในประเทศ การส่งมอบตามคำสั่งซื้อ ต้นทุนโลจิสติกส์ และความเสี่ยงต่อการส่งออก เพื่อให้สามารถเตรียมแนวทางรองรับได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการควร ตรวจสอบความพร้อมของซัพพลายเออร์และวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่อาจเป็นจุดคอขวดของการผลิต เตรียมแหล่งจัดหาและเส้นทางขนส่งสำรอง รวมถึงบริหารสินค้าคงคลังและแผนส่งมอบให้เหมาะสม ขณะที่ระยะฟื้นฟูควรให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมเครื่องจักรและการบริหารสภาพคล่อง โดยเฉพาะ SMEs ส่วนในระยะยาวควรนำข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำมาใช้วางแผนการผลิตและโลจิสติกส์ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบหรือเส้นทางขนส่งเพียงแห่งเดียว และเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในการรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านกลไก Single Command และการประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดย สนค.เห็นว่าควรให้ความสำคัญกับการติดตามซัพพลายเออร์และชิ้นส่วนสำคัญที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขข้อจำกัดด้านวัตถุดิบและการขนส่งอย่างตรงจุด และสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการค้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

