บทบรรณาธิการ : 22 ตุลาคม 2569

รัฐสวัสดิการ กับบทเรียนจากฝรั่งเศส
ภาพการประท้วงที่ลุกลามเป็นเหตุจลาจลในหลายเมืองของฝรั่งเศสในช่วงที่ผ่านมา เป็นอีกสัญญาณสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนที่สะสมมานาน ตั้งแต่ปัญหาค่าครองชีพ ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ไปจนถึงความกังวลต่อคุณภาพบริการสาธารณะและการศึกษา แม้ผู้ชุมนุมจำนวนมากจะออกมาแสดงความไม่พอใจโดยสงบ แต่ก็มีบางกลุ่มก่อเหตุเผาทำลายอาคาร ปล้นร้านค้า และปะทะกับเจ้าหน้าที่ จนสถานการณ์บานปลายเป็นความรุนแรง
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว และไม่อาจสรุปว่ารัฐสวัสดิการเป็นต้นเหตุของจลาจลโดยตรง แต่สิ่งที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้ประเทศจะมีระบบสวัสดิการครอบคลุมประชาชนในหลายด้าน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ และความไม่พอใจทางสังคมได้ทั้งหมด หากเศรษฐกิจไม่เติบโตเพียงพอ รายได้ประชาชนถูกกัดกร่อนด้วยค่าครองชีพ และบริการสาธารณะไม่ตอบโจทย์ความต้องการ
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีรายจ่ายภาครัฐและระบบสวัสดิการขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของยุโรป แต่สิ่งที่ตามมาคือภาระทางการคลังที่หนักหน่วง ข้อมูล OECD ระบุว่า หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสในปี 2025 อยู่ที่ร้อยละ 115.5 ของจีดีพี ขณะที่การขาดดุลงบประมาณยังอยู่ในระดับสูงกว่า 5% ของจีดีพี และภาระดอกเบี้ยจ่ายก็เพิ่มขึ้นตามหนี้ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนข้อจำกัดที่รัฐบาลฝรั่งเศสต้องเผชิญ เมื่อประเทศมีภาระรายจ่ายจำนวนมาก ขณะที่ต้องหาทางควบคุมหนี้สาธารณะไปพร้อมกัน การเพิ่มสวัสดิการใหม่จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยปราศจากต้นทุน และการรักษาสวัสดิการเดิมให้ยั่งยืนก็ต้องอาศัยการจัดเก็บรายได้ การบริหารงบประมาณ และการตัดสินใจทางการเมืองที่ยากขึ้นเรื่อยๆ
บทเรียนนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างยิ่งเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นข้อเรียกร้องให้ขยายรัฐสวัสดิการในหลายรูปแบบ ตั้งแต่เงินอุดหนุนประชาชน การช่วยเหลือครอบครัวและเด็ก ไปจนถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ การศึกษา และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับ และหลายด้านก็เป็นความจำเป็นที่รัฐต้องให้ความสำคัญ
แต่คำถามที่ต้องถามควบคู่กันคือ จะใช้งบประมาณจากที่ไหน ใครเป็นผู้จ่าย และจะสามารถดำเนินการ
ต่อเนื่องได้อีกกี่ปี หากจำนวนผู้รับสิทธิเพิ่มขึ้น แต่ฐานภาษีและรายได้ของประเทศเติบโตไม่ทัน รัฐจะต้องกู้เงินเพิ่ม ลดงบประมาณด้านอื่น หรือปรับขึ้นภาษีในอนาคตหรือไม่ และหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา รัฐยังมีเงินเพียงพอสำหรับช่วยเหลือประชาชนหรือเปล่า
การทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐ แต่การกำหนดนโยบายต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ทั้งฐานะทางการคลัง ความสามารถในการจัดเก็บภาษี โครงสร้างประชากร และศักยภาพในการสร้างรายได้ของประเทศ รัฐสวัสดิการที่ดีจึงไม่ใช่การให้สิทธิประโยชน์ให้ได้มากที่สุด หากต้องเป็นระบบที่ช่วยประชาชนได้จริง โดยไม่สร้างภาระจนคนรุ่นต่อไปต้องแบกรับหนี้สินที่เกินกำลัง
สิ่งที่น่ากังวลคือ การนำเสนอนโยบายสวัสดิการเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง โดยเน้นเฉพาะสิ่งที่ประชาชนจะได้รับ แต่กลับไม่อธิบายต้นทุน แหล่งเงิน และผลกระทบในระยะยาวอย่างตรงไปตรงมา เพราะการให้สัญญาว่าจะเพิ่มเงินช่วยเหลือหรือเพิ่มสิทธิประโยชน์นั้นทำได้ง่ายกว่าการตอบคำถามว่า “ใครจะเป็นผู้จ่าย” และประเทศจะหาเงินมารองรับอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
รัฐสวัสดิการไม่ใช่สิ่งที่เราจะปฏิเสธ แต่เป็นเรื่องที่ต้องออกแบบอย่างรอบคอบและสอดคล้องกับกำลังของประเทศ การช่วยเหลือผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือการลงทุนในคุณภาพการศึกษา การสร้างโอกาสในการทำงานและการเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ควรเดินหน้าไปพร้อมกับการปฏิรูประบบภาษีและการรักษาวินัยการคลัง
นี่คือบทเรียนจากฝรั่งเศสที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม การสร้างรัฐสวัสดิการต้องมาพร้อมคำตอบเรื่องรายได้และต้นทุนอย่างตรงไปตรงมา เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนก็จริง แต่ไม่มีรัฐบาลใดสามารถใช้จ่ายได้โดยไร้ขีดจำกัด และไม่มีสวัสดิการใดจะยั่งยืนได้ หากปราศจากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและฐานะการคลังที่มั่นคง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

