คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

‘ศุภจี’ จะอยู่หรือจะไป
นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกระแสข่าว กระทรวงริมน้ำจะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ว่าไม่ทราบเลย ส่วนไม่ถอดใจใช่หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า “ไม่ค่ะทำงานทุกวัน”
สำหรับการอภิปรายมีการเตรียมรับมือไว้อย่างไรบ้าง นางศุภจีกล่าวว่า การอภิปรายฯ ก็ทำให้เราได้มีโอกาสอธิบายว่าทำอะไรบ้าง ไม่มีอะไร เพราะไม่ได้เก็งข้อสอบ เพราะเรื่องที่เขาบอกมาเรื่องค่าครองชีพแพงค่าสินค้าราคาแพง เราก็มีหน้าที่อธิบาย ไม่น่ามีอะไรเป็นพิเศษ
ก่อนหน้านี้ เธอเคยให้สัมภาษณ์เรื่องการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า
“ไม่เป็นไร ยินดี และถือเป็นช่วงโอกาสดีที่จะอธิบายได้ว่าสิ่งที่เราทำมีอะไรบ้าง ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน”
จุดแข็งของนางศุภจีอยู่ตรงนี้ คือ ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์ใด เธอสามารถอยู่ในสภาวะ “ไม่รู้ร้อนรู้หนาว” ได้ ไม่แสดงความกลัว ความตกใจหรือลุกลี้ลุกลน ลนลาน ส่วนในใจนั้น ไม่มีใครทราบได้จริงๆ ว่าเธอรู้สึกอย่างไรกันแน่
นางศุภจี ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า ไม่เหนือความคาดหมายที่มีรายชื่อถูกอภิปราย เพราะหลักใหญ่คือการดูแลภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจ ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบว่า เศรษฐกิจจะเป็นไปในทิศทางที่อยากจะให้เป็นหรืออยากให้มีการเจริญเติบโตหรือไม่ และมองว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่จะต้องถาม และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องตอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า แปลว่าไม่ว่าฝ่ายค้าน จะหยิบยกเรื่องใดมาอภิปราย ก็พร้อมที่จะชี้แจงใช่หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า แน่นอน ยินดี เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้อธิบาย และไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร เพียงแต่ว่าจะสามารถทำอย่างไร ให้ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ อย่างเรื่องภัยพิบัติ สงครามต้องพยายามดูแลจัดการ
สำหรับประเด็นที่ว่า เก็งข้อสอบฝ่ายค้านอย่างไร นางศุภจีกล่าวว่า ไม่เห็นมีอะไร ถ้าถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โตอย่างที่คิด ทำไมทำไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งก็มีปัญหาอย่างที่เห็น และรู้อยู่แล้วว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
หากมีเรื่องกรณีไลฟ์สดขายทุเรียนโผล่ออกมาด้วย ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่เป็นไร จะได้อธิบาย และจะได้รู้ว่าทุเรียนปีนี้ขายได้ดีกว่าปีที่แล้ว ทั้งที่มีสถานการณ์มากมายไม่มีปัญหาอะไร
ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ฝ่ายค้านได้ระบุพฤติการณ์และเหตุผลหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไว้ว่า
• “ไร้ภาวะผู้นำ” และ “ไร้ตัวตน” ในการทำหน้าที่แก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ
• ล้มเหลวในการแก้ปัญหาค่าครองชีพ ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบด้วยตนเอง
ปล่อยปละละเลยให้ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคเพิ่มสูงขึ้น และไม่สามารถขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจ
ให้เจริญเติบโตหรือเป็นไปตามเป้าหมายที่ควรจะเป็น
ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และข่าวลือเรื่องปรับคณะรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะผู้บริหารสายเอกชนที่ก้าวเข้าสู่การเมืองและงานราชการ โดยมีเสียงวิจารณ์ทั้งด้านการสื่อสารนโยบาย ความเข้าใจปัญหาปากท้องของประชาชน และการปรับตัวเข้ากับระบบราชการ เช่น
*** ประเด็นเสียงวิจารณ์สำคัญ
• ขาดการสื่อสารและความเข้าใจในมิติการเมือง: มีเสียงสะท้อนว่าการทำงานเน้นผลลัพธ์เชิงเทคนิคและบริหารแบบองค์กรเอกชน แต่ขาดการสื่อสารเชิงการเมืองที่เข้าถึงใจประชาชน ทำให้ผลงานบางส่วนยังดูไม่เข้าตา
• ข้อกังวลเรื่องการให้น้ำหนักผู้ประกอบการ: เคยถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการปกป้อง
หรือเห็นใจฝั่งผู้ประกอบการมากกว่าประชาชนในบางมาตรการทางเศรษฐกิจ ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงและขอให้ติชมอย่างสร้างสรรค์โดยไม่บิดเบือน
• การปรับตัวกับระบบราชการ: การย้ายจากซีอีโอองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ (เช่น IBM, ไทยคม และ ดุสิตธานี) มาสู่บทบาทรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรี ทำให้ถูกเพ่งเล็งเรื่องความคล่องตัวในการแก้ปัญหาราคาพืชผลและเศรษฐกิจระดับฐานราก
**** แนวทางรับมือและท่าที
• น้อมรับคำติและปรับปรุงการสื่อสาร: ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เคยระบุในรายการสัมภาษณ์ว่าพร้อมน้อมรับทุกคำวิจารณ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจทำงานหนักแต่สื่อสารไม่เพียงพอ และยืนยันไม่เคยหนีปัญหา พร้อมปรับวิธีคิดเพื่อกู้วิกฤตศรัทธา
• ใช้หลักการทำงานแบบ “Win Small but Win Often”: ประยุกต์กลยุทธ์ภาคเอกชนมาซอยเป้าหมายขนาดใหญ่ออกเป็นงานย่อยที่เห็นผลจริงทีละขั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารงานกระทรวงและรัฐบาล
หากโฟกัสกันอย่างจริงจัง ประเด็นปัญหาและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผชิญจากทั้งภาคสังคม นักการเมืองฝ่ายค้าน และสื่อมวลชน ที่ผ่านมา สามารถสรุปออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. นโยบายแก้ปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าแพง
• ข้อวิจารณ์: สังคมและนักการเมืองฝ่ายค้านโจมตีอย่างหนักว่าเธอล้มเหลวในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค ปล่อยให้ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นที่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน จนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
• กรณีดราม่า “ข้าวแกง 40 บาท”: เธอเคยเสนอแนวคิดหรือพูดคุยเรื่องราคาข้าวแกงให้อยู่ในระดับประมาณ 40 บาท จนกลายเป็นกระแสวิจารณ์และถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมว่าบิดเบือนและกระทบต่อกลไกตลาด จนกระทั่งเธอต้องออกมาระงับและชี้แจงว่าจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมราคาวัตถุดิบต้นทุนแทน
2. กระแสโจมตีเรื่อง “ศุภจีหายไปไหน” และการไร้ผลงานเด่นชัด
• ข้อวิจารณ์: สื่อมวลชนและโลกออนไลน์ตั้งคำถามเป็นวงกว้างด้วยวลี “ศุภจีหายไปไหน” เนื่องจากผลงานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ปรากฏเด่นชัดในสายตาประชาชน ประกอบกับเธอเติบโตมาจากสายเทคโนแครต/ภาคเอกชน ทำให้ถูกมองว่า “ไร้ภาวะผู้นำ” และ “ไร้ตัวตน” ในมิติทางการเมืองและการแก้ปัญหาระดับฐานราก
• การยอมรับของเจ้าตัว: เธอยอมรับผ่านสื่อว่าตนเอง “ทำงานหนักแต่ขาดการสื่อสาร”มัวแต่ลงพื้นที่จนละเลยการทำความเข้าใจกับประชาชนซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เคยเตือนในเรื่องนี้เช่นกัน
3. การถูกขุดคุ้ยเรื่องวุฒิการศึกษา
• ข้อวิจารณ์: ในช่วงต้นปี (เมษายน พ.ศ. 2569) เพจชื่อดังอย่าง CSI LA ได้ตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่เธอจบการศึกษาในต่างประเทศ โดยระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวและปิดทำการไปแล้ว จนกลายเป็นกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียอยู่ช่วงหนึ่ง
• การชี้แจง: นางศุภจีเลือกที่จะปล่อยผ่านและไม่ฟ้องร้อง โดยให้เหตุผลว่าไม่ซีเรียสและขอนำเวลาไปโฟกัสการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า
4. ดราม่าและกระแสการเมืองเรื่อง“ปรับ ครม. / ย้ายเก้าอี้”
• ข้อวิจารณ์: มีกระแสข่าวลือจากฝั่งนักการเมืองและสื่อมวลชนสายการเมืองอย่างต่อเนื่องว่า เธออาจถูกเลื่อยขาเก้าอี้หรือปรับเปลี่ยนตำแหน่ง โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องการยก “กระทรวงริมน้ำ” (กระทรวงพาณิชย์) ให้กับพรรคการเมืองอื่น เช่น พรรคกล้าธรรม ทำให้เธอถูกจับตาเรื่องความมั่นคงในตำแหน่งรัฐมนตรีมาโดยตลอด ซึ่งเธอก็ยืนยันว่าไม่กังวลและอำนาจทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
สุดท้าย : ถามว่าเมื่อมาถึงจุดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย สามารถ “เสียศุภจี” ได้มากน้อยแค่ไหน
1) ได้ เพราะผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ “แสง” จากศุภจี สาดมาที่พรรคภูมิใจไทย เพื่อเรียกคะแนนจากประชาชน
2) แต่คงไม่ยอม “เสียไปทีเดียว” ชนิด “เขี่ยพ้นจากกระดาน” ปัจจุบันนางศุภจีมี 2 ตำแหน่งรองก้นอยู่ นั่นคือตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” และ“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ดังนั้น นายกฯ อนุทิน กับแกนนำพรรคภูมิใจไทย คงไม่ถึงกับ “ตัดขาดศุภจี” คงจะเก็บเก้าอ้ีใดเก้าอี้หนึ่งเอาไว้ให้เธอ
ส่วนนางศุภจีเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เธอได้รับนั้น “คุ้มเกินคุ้ม” แล้ว ไม่มีอะไรให้อาลัยอาวรณ์ เพราะเธอคือ “นักธุรกิจ” ไม่ใช่ “นักการเมือง”
จิตกร บุษบา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

