คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

เขมร-บิดเบือนแบบหน้าด้านๆ
นายกฯ กัมพูชา ฮุน มาเนต - รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา - แม้แต่ผู้แทนทางการทูต (ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ) ต่างพยายามนำเสนอต่อนานาชาติทำนองว่า ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นกว่า 20,000 คน ไม่สามารถกลับบ้านได้เพราะถูกทหารไทยยึดพื้นที่เอาไว้
ทั้งนำไปอ้างในที่ประชุมของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ณ นครเจนีวา
ทั้งพูดในการแถลงข่าว ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ทั้งแพร่ข่าวผ่านสื่อกัมพูชา ฯลฯ
นี่คือ การโกหกตอแหลที่หน้าด้านที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง !!
1. ไทยใช้สิทธิตอบโต้ ระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (Executive Committee of the High Commissioner’s Programme – ExCom)
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (Executive Committee of the High Commissioner’s Programme – ExCom) สมัยที่ 77
นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ใช้สิทธิตอบโต้ (Right of Reply) ต่อถ้อยแถลงของกัมพูชา ซึ่งกล่าวหาไทยในหลายประเด็น อาทิ กรณีผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ และการยึดครองดินแดนกัมพูชาโดยกองทัพไทย
เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรฯ แสดงความเสียใจที่กัมพูชาได้ใช้เวทีด้านมนุษยธรรมเพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลต่อประเทศไทย พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยมิใช่ฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง อีกทั้งผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย
เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรฯ ได้โต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่ว่าผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชาจำนวน 20,000 คนไม่สามารถเดินทางกลับบ้านของตนได้ โดยชี้แจงว่า
สถานที่ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นบ้านของบุคคลเหล่านั้น ตั้งอยู่ในดินแดนของไทย
และเดิมเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ไทยจัดตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อรองรับชาวกัมพูชาที่หนีภัยจากความขัดแย้งภายในประเทศของตน การที่บุคคลดังกล่าวยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นแม้ประเทศไทยจะได้ประท้วงหลายครั้งแล้วก็ตาม ถือเป็นการรุกล้ำดินแดนของไทย
เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการยึดครองดินแดน โดยย้ำว่า มาตรการด้านความมั่นคงที่ไทยดำเนินอยู่ในปัจจุบันสอดคล้องกับมาตรการเพื่อลดความตึงเครียด ตามแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังทหารตามที่มีอยู่ ณ เวลาที่มีการหยุดยิง ยุติการกระทำยั่วยุ และยืนยันความมุ่งมั่นตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมภายใต้อนุสัญญาออตตาวา
เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรฯ ยังยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความจริงใจเช่นเดียวกันในการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว
2. กระทรวงการต่างประเทศของไทย กองทัพบกไทยต่างแถลงตอบโต้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ยืนยันรายละเอียดข้อเท็จจริงชัดเจน
น่าเสียดาย คนเขมรคงได้แต่เชื่อข้อมูลข่าวสารที่ทางการของตนป้อนให้ภายในประเทศ ทำให้เกิดคามเข้าใจผิด และเกิดความรู้สึกต่อประเทศไทยที่บิดเบี้ยวไปตามข้อมูล
3. กัมพูชาบิดเบือนอย่างไร?
กัมพูชากล่าวหาว่า ทหารไทยรุกล้ำและยึดครองดินแดนกัมพูชาอย่างผิดกฎหมาย มีการนำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามไปปิดกั้นไม่ให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่
กัมพูชาอ้างว่า มีชาวกัมพูชาตกค้างในพื้นที่ข้อพิพาทบริเวณชายแดนสระแก้วสูงถึง 20,000 - 30,000 คน (จากเดิมที่อ้างว่าอพยพจากเหตุสู้รบปลายปี 2568 กว่า 650,000 คน) ทำให้คนเหล่านี้ไร้ที่อยู่อาศัยโรงเรียนและโรงพยาบาลในพื้นที่ต้องปิดตัว
ความจริง พื้นที่บริเวณที่กัมพูชากล่าวอ้าง (เช่น บ้านหนองจาน,บ้านหนองหญ้าแก้ว, บ้านคลองแผง จังหวัดสระแก้ว) แท้จริงแล้วอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย
เดิมที ไทยจัดตั้งขึ้นเป็น “พื้นที่พักพิงชั่วคราว” ในช่วงทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513-2523) เพื่อช่วยชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามภายในประเทศตามหลักมนุษยธรรม แต่เมื่อสงครามจบชาวกัมพูชาบางส่วนไม่ยอมกลับและขยายชุมชนรุกล้ำเข้ามาเรื่อยๆ มานานกว่า 40 ปี
ความจริง จากการตรวจสอบเชิงพื้นที่จริงของทางการไทย พบว่า มีชาวกัมพูชาที่เกี่ยวข้องกับการปักหลักรุกล้ำในพื้นที่ 3 จุดดังกล่าวเพียง 4,600 คนเศษ (ประมาณ 900 ครัวเรือน) เท่านั้น ไม่ได้สูงถึง 20,000 คนตามที่กัมพูชากล่าวอ้างเพื่อดึงความสนใจจากยูเอ็น (UN)
และที่ไทยต้องเข้าควบคุมและใช้มาตรการทางทหาร เช่น กั้นลวดหนามหรือตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยใช้โจมตีกำลังพลและพลเรือนไทย อีกทั้งยังมีปัญหาทุ่นระเบิดตกค้างหนาแน่น (ซึ่งทหารไทยเพิ่งเหยียบระเบิดขาขาดในบริเวณบ้านหนองจาน) แต่กัมพูชากลับไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามข้อตกลงอย่างจริงใจ
พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย และมีปัญหาการเข้ามาตั้งบ้านเรือนและขยายชุมชนของประชาชนกัมพูชาต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจากสงครามภายในประเทศ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ทักท้วงและพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกลไกตามบันทึกความเข้าใจปี 2543 (MOU 43) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาเท่าที่ควร จึงเห็นว่าควรแยกประเด็นการเข้ามาตั้งชุมชนในพื้นที่ดังกล่าวออกจากสถานการณ์ผู้พลัดถิ่นที่เกิดจากการสู้รบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่มีอยู่
สำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองพื้นที่ของกัมพูชานั้น โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า พื้นที่หลายแห่งที่ถูกกล่าวอ้างอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาเป็นเวลานาน อีกทั้งบางพื้นที่เคยถูกใช้เป็นฐานโจมตีทหารและพลเรือนไทยในช่วงการสู้รบที่ผ่านมา ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องควบคุมและเฝ้าระวังพื้นที่ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน มิใช่การยึดครองพื้นที่ของกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง โดยการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม
ส่วนการเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 และ 27 ธันวาคม 2568 รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศนั้น กองทัพยืนยันจุดยืนในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีและกรอบข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงจัง เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และยึดข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหา



4. เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ มีประเด็นน่าสนใจเพิ่มเติม ระบุว่า
“ตัวเลข 20,000 มาได้ยังไง?
โดยในช่วงการรบทั้งชาวเขมรและชาวไทยตลอดแนวชายแดนก็มีการอพยพไปพักอาศัยตามบ้านญาติ วัดหรือพื้นที่โรงเรียน ตามที่หน่วยงานราชการทั้งสองประเทศจัดให้ ไทยตัวเลขอยู่ที่ประมาณ ห้าแสนคน
เขมรก็ หกแสนคน แต่พอรบจบสงบแล้วคนเหล่านี้ก็จะกลับบ้าน
แต่เมื่อสงครามสงบจริงๆ มันจะมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถกลับได้ เรียกว่าผู้พลัดถิ่น Displace Persons ตัวเลขของเขมรอยู่ที่ 20,000 คน
เขมรพลัดถิ่นส่วนแรก อย่างที่เราทราบกันดี พื้นที่บ้านเรือนของเขมรจำนวนหนึ่งสร้างรุกเข้ามาในดินแดนไทย เมื่อทหารไทยยึดพื้นที่คืนได้ ตามภาพครับเราได้รื้อทำลายสิ่งปลูกสร้างทุกอย่างของฝ่ายเขมรที่รุกดินแดนไทยแทบทั้งหมด (เหลือก็จะมีกาสิโนคนละครึ่งที่ทมอดาที่ยังไม่รื้อ)
คนเขมรพวกนี้ไม่มีโอกาสได้กลับมาแล้วละครับ ถือว่าไม่ต้องฝันจะกลับเข้ามาอีก
เขมรพลัดถิ่นกลุ่มที่ 2 คือ พวกนี้บ้านอยู่ในพื้นที่ที่ทหารไทยยึดเหลื่อมเข้าไปเพื่อความปลอดภัยของกำลังพล หรือที่เรียกว่า troop deployment line. เท่าที่ผมดูภาพถ่ายดาวเทียมและบางครั้งที่มีโอกาสได้ลงพื้นที่
พบว่าทหารไทยไม่ได้ทำการรื้อบ้านเหล่านี้นะครับ เราปล่อยไว้แบบนั้น (เข้าใจว่าเพราะมนุษยธรรม เพราะวันหนึ่งเราต้องคืนไปให้เขมร) แต่สภาพบ้านเรือนก็พังเสียหายครับ เพราะหมู่บ้านแถบนั้นคือสนามรบดีๆ นี่แหละในช่วงการรบรอบ 2
คนในกลุ่มที่ 2 จะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาต่อรองกันของทั้ง 2 ประเทศ (ซึ่งประชาชนไทยต้องการเห็นประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการต่อรองกับรัฐบาลกัมพูชา เช่น หากเราจะคืนพื้นที่ส่วนนี้ให้เขมร เขมรอาจจะต้องคืนเนิน 745 หรือช่องโชก, เนิน450,พื้นที่ชำราก (จ.ตราด) หรือพื้นที่อื่นๆ ที่เขมรรุกล้ำเราเข้ามา เขมรต้องกู้ทุ่นระเบิดและถอนกำลังออกไป...
...เขมรพลัดถิ่นส่วนที่ 3 อันนี้ผมเชื่อว่าทางการเขมรมันเอามาตีรวมในตัวเลข 20,000 คน ให้ดูว่ามีตัวเลขจำนวนมากเพื่อใส่ร้ายไทย
เมื่อเลยจากเส้น Troop deployment line ของฝ่ายไทยออกไป มันยังมีชุมชนหมู่บ้านชาวเขมรจำนวนมากครับซึ่งบ้านเรือนเหล่านี้ ทหารเขมรไม่อนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าไปอยู่ และมีการส่งทหารเข้าไปอยู่ในพื้นที่แทน พร้อมกับดัดแปลงพื้นที่เป็นฐานทหารคูสนามเพลาะต่างๆ
ถามว่าคนพวกนี้ที่ไม่ได้กลับบ้านมันเกี่ยวอะไรกับฝ่ายไทยไหม มันไม่เกี่ยวเลย ก็ทหารเขมรเล่นไปตั้งฐานที่มั่นไว้ในชุมชนเอง
จะด้วยวัตถุประสงค์กลัวทหารไทยรุกต่อหรืออาจจะวางแผนชิดแนวของทหารไทยเพื่อเตรียมตียึดคืนหมู่บ้านพวกนี้ แต่ใดๆเลยมันเป็นการห้ามประชาชนของเขมรเข้าพื้นที่เอง เกี่ยวอะไรกับไทย
เขมรก็คือเขมร ทำเองห้ามเองมาโทษไทย
จริงๆตัวเลขมันน่าจะน้อยกว่า 20,000 ครับ
เท่าที่ผมติดตามข่าวเขมรมาตลอด เขมรจะมีผู้พลัดถิ่นจาก ช่องอานม้า/ช่องจอม,ช่องคลาคะมุม/บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว บึงตะกวน/ทมอดา
1.ช่องอานม้า คนจากชุมชนตลาดที่รุกล้ำดินแดนไทยไปอยู่พิกัด 13.889545, 104.832223 จ.พระวิหาร ข้างถนนทางหลวง หมายเลข 62
2.จากช่องจอมโอเสม็ด ช่องคลาคะมุม มีการสร้างบ้านหลังคาเขียวที่ จงกล อุดรมี ชัย พิกัด 14.048586, 103.719444
3.จากบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว บึงตะกวนไปอยู่ที่หมู่บ้านหลังคาเขียวแถวเขาเตฮัง พิกัด 13.8228062, 102.8344731 จุดนี้เป็นบ้านหลังคาเขียวที่ใหญ่ที่สุด
4.จากชุมชนร้านค้าเล็กๆ ที่ทมอดา ก็ย้ายหนีไปอยู่โรงเรียนมัธยมประโมย พิกัด 12.3068324, 103.0870852 (จุดนี้ไม่แน่ใจย้ายไปที่อื่นแล้วหรือยังนะครับ)
ถ้าอยากได้ตัวเลขคร่าวๆ ทางการไทยก็ไปเอาภาพดาวเทียมในจุดที่ผมว่าไปตรวจดูว่ามีบ้านกี่หลัง แล้ว คูณ ด้วย 4 (4 คนคือตัวเลขเฉลี่ยของ 1 ครอบครัว/บ้านหนึ่งหลัง) เราก็จะได้ตัวเลขคร่าวๆออกมาครับ...”
นี่คือเล่ห์เหลี่ยมเขมร
ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล บิดเบือนแบบหน้าด้านๆ
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

