‘ปตท.’ปรับทัพ‘ดาวน์สตรีม’รุกหาพันธมิตรใหม่

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินงานท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและพลังงานโลกที่มีความผันผวน จะมุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวให้ธุรกิจในเครือ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจดาวน์สตรีม (Downstream) หรือธุรกิจปลายน้ำ ผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และการหาพันธมิตรใหม่
ทั้งนี้จากข้อจำกัดด้านตลาดส่งออกในปัจจุบัน ทำให้โรงกลั่นและปิโตรเคมีต้องปรับลดกำลังการผลิต (Capacity) ลง โดยกลุ่มบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้ปรับลดกำลังการผลิตเหลือประมาณ 80-90% หรือน้อยกว่านั้น อย่างไรก็ดี ปตท.ได้เดินหน้าความร่วมมือระหว่าง GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อช่วยให้ผู้เล่นปิโตรเคมีภายในประเทศมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อลูกค้าในประเทศที่จะมีความมั่นคงด้านวัตถุดิบ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้ายามขาดแคลน ทั้งนี้เม็ดพลาสติกและปิโตรเคมีถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่ง ปตท.ในฐานะบริษัทแม่ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขกำไรระยะสั้นเป็นหลัก แต่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว
“ปตท.ยังอยู่ระหว่างการดำเนินงานตามโครงการ Genesis เพื่อแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจในกลุ่มดาวน์สตรีม โดยมีความยืดหยุ่นในการเจรจาและปรับเปลี่ยนโครงสร้างตามความสนใจของคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นการแยกเฉพาะโรงกลั่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย หรือการควบรวมกัน โดยปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกพันธมิตร คือต้องเป็นพันธมิตรที่มีความมั่นคงด้านวัตถุดิบ (Feedstock Security) และ/หรือมีตลาด (Market) เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรหลายราย และคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปี”นายคงกระพัน กล่าว
สำหรับทิศทางการลงทุนหลักของ ปตท.ในอนาคต จะมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่ปลอดภัยและสร้างประโยชน์ต่อทั้งประเทศและองค์กรใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การสำรวจและผลิต (Exploration & Production) 2.ห่วงโซ่คุณค่าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Value Chain) เน้นรูปแบบการค้า (Trading) และ 3. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
ในส่วนของธุรกิจ LNG ปตท.มุ่งเน้นรูปแบบการค้า (Trading) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ดีที่สุดเนื่องจากไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์สูง โดยตั้งเป้าปริมาณการค้า LNG ในปี 2569 ไว้ที่ 3 ล้านกว่าตัน และจะเพิ่มเป็น 4 ล้านกว่าตัน ในปี 2570 ก่อนจะขยับสู่ 10 ล้านตัน ภายในปี 2573
“ปตท.ยืนยันว่าไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่เคยประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานดิบสำหรับการนำเข้ามาในกระบวนการกลั่นหรือแยกก๊าซ ปัจจุบันก๊าซธรรมชาตินำมาจากอ่าวไทยร่วมกับเมียนมารวมกันประมาณ 60% ส่วนอีก 40% นำเข้าในรูป LNG ขณะที่น้ำมันดิบไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงถึง 90% จึงยังจำเป็นต้องรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน”นายคงกระพัน กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

