คอลัมน์ : สั้นสั้น วันอังคาร

อินฟลูเอนเซอร์
กระแสโจมตีการจดสิทธิบัตรในการวิจัยกะเพราของ ซีพี ที่บานทะโรค อาจถึงขั้นต้องฟ้องร้องกัน เพราะคนจำนวนไม่น้อยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมก็พลอยด่าทอกันสนุกปาก พวกนี้ยังพอจะอภัยกันได้ เพราะเรื่องกินเรื่องอยู่กระทบความรู้สึกคน
แต่อีก 3 พวก ถ้าเจอหมายศาลข้อหาหมิ่นประมาทเข้าไป ก็ไม่รู้จะไปเห็นอกเห็นใจได้ยังไง พวกหนึ่งคือพวกหิวแสง ขอให้ได้ผสมโรงทุกเรื่อง, อีกพวกกลัวตกขบวนการมีภาพลักษณ์ทำงานเพื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ, อินฟลูเอนเซอร์, เอ็นจีโอ หรือศิลปินใดๆ ก็ตาม และอีกพวกคือพวกที่มีวาระซ่อนเร้นอย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่วนไอ้คนที่เริ่มเป็นตัวปั่นก็หลบไปซุ่มยิ้มเงียบๆ อยู่ในที่มืดเนียนๆ ไป
โดยธาตุในตัวผมเอง บอกตามตรงว่า ไม่ชอบ ไม่เคยไว้ใจพวกทุนใหญ่ที่เติบโตมากับคำว่า “ทุนนิยมเสรี” ทว่ามีติ่ง“กึ่งผูกขาด” อยู่ในพฤติการณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเชื่อทุกข่าวด้านลบของกลุ่มทุนนั้นๆ เมื่อไม่ได้มีอะไรผิดกฎหมาย หรือกฎหมายเปิดโอกาสให้ทุกคนทำได้เท่าเทียมกัน ก็ไม่รู้จะไปทำอะไรเขาได้
ผมไม่ได้ตกใจกับปรากฏการณ์กะเพราที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน แต่ชวนให้นึกถึงวาทะอันลือลั่นคราวหนึ่งของอุมแบร์โต เอโค นักประวัติศาสตร์,นักปรัชญา และนักเขียนชาวอิตาลี ซึ่งเป็นที่รู้จักดีจากนวนิยายคลาสสิกในปี 1980 เรื่อง The Name of the Rose
เป็นวาทะที่ถูกหยิบยกมานำเสนอกันอยู่บ่อยๆ หลายคนคงผ่านตากันมาแล้ว อุมแบร์โต เอโค บอกว่า
“โซเชียลมีเดียให้สิทธิ์ในการพูดแก่ฝูงคนโง่เขลา ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเขาพูดกันแค่ในบาร์หลังจากดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่สังคม... แต่ตอนนี้พวกเขามีสิทธิพูดเท่าๆ กับผู้ได้รับรางวัลโนเบล มันคือการรุกรานของเหล่าคนโง่เขลา”
อุมแบร์โต เอโค ตายไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่วันนี้ เขาอาจจะตกใจยิ่งกว่าตอนเป็นๆ เมื่อพบว่าสิ่งที่เขาเคยพูดนั้น อันตรายน้อยกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้มากมายเหลือเกิน เพราะ“การรุกรานของคนโง่” ก็แค่การด่าทอ หรือเพลิดเพลินกับเสียง Echo Chamber ของตนไป แต่การรุกรานของคนชั่วนั้นอาจถึงกับทำให้คนมากมายสิ้นเนื้อประดาตัว
ตอนที่ผมกำลังจะลงมือเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ มีข่าวคนที่ตั้งตนเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่ง ตั้งใจจะไปขอร้านอาหารแห่งหนึ่งกินฟรี โดยเสนอว่าจะเขียนรีวิวให้ แต่ทางร้านปฏิเสธ จึงเริ่มพฤติการณ์ขู่กรรโชกเอาเงิน ถ้าไม่ให้ก็จะเขียนโจมตีอะไรทำนองนั้น
นี่เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องเล็กๆ แต่เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือเกิดขึ้นทุกวัน มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป
อินฟลูเอนเซอร์มีอยู่กลาดเกลื่อนตามแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งทางยูทูบ, เอ็กซ์, เฟซบุ๊ค, ติ๊กต็อค ฯลฯ ผู้ตั้งตนเป็นผู้มีอิทธิพลทั้งหลายแหล่เหล่านี้ มีทุกสาขาอาชีพประเภทที่ให้ความรู้ ให้วิชา เปิดให้เห็นช่องทางทำมาหากินดีๆ เพราะเห็นว่าโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่จะช่วยสร้างสรรค์สังคมได้อีกทางหนึ่ง พวกนี้ไม่มีปัญหาอะไร เช่นเดียวกับพวกที่เน้นด้านความบันเทิง เอาสนุกสนานเฮฮา ไม่เน้นสาระ
แต่ก็มีประเภทที่ทำเพื่อหาเงินโดยแท้ พวกหลังนี้ถ้าขายสินค้าอย่างสุจริต มีความชัดเจนในกิจการที่ทำก็ไม่เป็นไร แต่มันก็ยังมีพวกนักต้มตุ๋นหลอกเอาเงินเอาทองชาวบ้านจากความเชื่อ ความศรัทธา หรือสร้างภาพลักษณ์แปลกๆ จนโด่งดัง ก่อนจะถลกหลังประชาชนที่ไม่รู้เท่าทัน
ยังไม่ต้องไปพูดถึงพวกสแคมเมอร์ หรือบ่อนพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมสเกลใหญ่เป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องปราบปราม เอาแค่พวกที่หากินโดยไม่สุจริตทางโซเชี่ยลมีเดีย หรือใช้ช่องทางโซเชียลไปหลอกลวง ข่มขู่ผู้อื่น รวมกันทั้งหมดก็เป็นเงินไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนล้าน
หน่วยงานของรัฐ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือ องค์การอาหารและยา (อย.) ก็ไม่เคยตามทัน
แต่ละปี มีการใช้โซเชียล มีเดียเป็นช่องทางโฆษณาจัดงานระดมทุนเพื่อการกุศล ประกาศรับบริจาคในกิจกรรมต่างๆ ไม่รู้เท่าไหร่ จับได้เป็นข่าวก็มี ที่จับไม่ได้เพราะคนโดนหลอกอับอายไม่กล้าแจ้งความ กลัวจะถูกหาว่าโง่ก็มีแต่ละวันมีการหลอกขายสินค้าไม่ตรงปก ซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้อีกไม่รู้เท่าไหร่
เท่าที่เขียนมา หลายคนอาจจะดูว่าช่างสิ้นหวังเหลือเกินกับสังคมในยุคโซเชียลมีเดีย จริงๆแล้วยังไม่ถึงขนาดนั้น ถ้าคนเรารู้จัก “เอ๊ะ!” กับสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลให้มากขึ้น และหลงใหลกับอินฟลูเอนเซอร์ให้น้อยลง
ทิวา สาระจูฑะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

