LIFE & HEALTH : ทักษะสำคัญที่เด็กควรมีในวันที่คำตอบหาได้ภายในไม่กี่วินาที

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน การเลี้ยงลูกจึงเป็นความท้าทายของพ่อแม่ยุคใหม่ เพราะเด็กต้องเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พ่อแม่จึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงผลการเรียน แต่ควรส่งเสริมให้ลูกมีทักษะชีวิตที่จำเป็นสำหรับอนาคต
สิ่งสำคัญคือการฝึกให้ลูกคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม แก้ปัญหา และรู้จักใช้ AI อย่างถูกต้องและมีวิจารณญาณ ไม่เชื่อข้อมูลทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ความรับผิดชอบ ความมีน้ำใจ และการเคารพผู้อื่น เพราะความฉลาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในสังคม
นอกจากนี้ พ่อแม่ควรสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับกิจกรรมในชีวิตจริง เช่น การอ่านหนังสือ การเล่น การออกกำลังกาย และการพูดคุยกันในครอบครัว ที่สำคัญคือการรับฟัง เข้าใจ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก เพื่อให้เด็กรู้สึกมั่นคงและกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่
การเลี้ยงลูกในยุค AI จึงไม่ใช่การทำให้ลูกเก่งกว่าเทคโนโลยี แต่เป็นการเตรียมลูกให้รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ควบคู่กับการมีความคิดที่ดี จิตใจที่เข้มแข็ง และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

แพทย์หญิงชนิกา เลี้ยงชีพ
ข้อมูลจาก แพทย์หญิงชนิกา เลี้ยงชีพ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) แนะนำว่า ในยุคที่ AI สามารถสร้างคำตอบได้อย่างรวดเร็ว ทักษะแรกที่เด็กควรได้รับการพัฒนาคือ การคิดและตั้งคำถาม เพราะในอนาคตการหาคำตอบอาจไม่ยาก แต่การรู้ว่าควรถามอะไร อะไรน่าเชื่อ และอะไรที่เรายังไม่รู้ จะสำคัญมากขึ้น
ทักษะที่สองคือ การแก้ปัญหาและลองผิดลองถูก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรีบเข้าไปช่วยทุกครั้ง เพราะปัญหาที่พอดีกับวัยเป็นโอกาสในการฝึกสมองเด็กได้เป็นอย่างดี
ทักษะที่สามคือ ความอดทนต่อความผิดหวังและการรอคอย เด็กควรได้มีโอกาสเบื่อ ได้รอ ได้รู้สึกว่าทำไม่ได้บ้าง และไม่จำเป็นต้องทำให้ความทุกข์คลี่คลายทันที
ทักษะที่สี่คือ ทักษะทางอารมณ์และสังคม เช่น การเข้าใจผู้อื่น การสื่อสาร การร่วมมือ การรับมือกับความขัดแย้ง และการซ่อมแซมความสัมพันธ์
และอีกทักษะที่สำคัญมากคือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) เด็กยุคก่อนต้องฝึก “หาข้อมูล” แต่เด็กยุคนี้ต้องเพิ่มความสามารถในการไม่เชื่อข้อมูลเพียงเพราะมันถูกนำเสนออย่างน่าเชื่อถือ โดยพ่อแม่สามารถใช้คำถามง่าย ๆ เป็นหลักในการประเมินได้ว่า “ถ้าวันนี้ไม่มี AI ลูกยังทำสิ่งนี้ได้หรือไม่?”
ใช้ AI อย่างไรไม่ให้ AI ใช้ชีวิตแทนเรา

ครอบครัวควรมีกติกาเรื่องการใช้ AI แต่ไม่ควรมีเพียงกติกาว่า “ใช้ได้วันละกี่ชั่วโมง” เพราะสิ่งสำคัญไม่แพ้ระยะเวลาคือ เด็กใช้ AI ทำอะไรและใช้อย่างไร แพทย์หญิงชนิกา เลี้ยงชีพ ได้เสนอหลักง่าย ๆ “3 ป.” ดังนี้
- ป.แรก — เป้าหมายก่อนใช้ AI ต้องให้รู้ว่าจะใช้เพื่ออะไร เช่น หาข้อมูล ฝึกภาษา หรือต่อยอดความคิด ไม่ใช่ทุกครั้งที่ไม่รู้หรือทำไม่ได้ก็เปิด AI ทันที
- ป.ที่สอง — เป็นเครื่องมือ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้คิด ผู้ตัดสินใจ หรือผู้ใช้ชีวิตแทนเรา กติกาง่ายที่สุดคือ “ลองเองก่อน แล้วค่อยให้ AI ช่วย” และในเรื่องอารมณ์ก็เช่นเดียวกัน AI อาจช่วยเรียบเรียงความคิดหรือเป็นจุดเริ่มต้นของการขอความช่วยเหลือได้ แต่ไม่ควรกลายเป็นความสัมพันธ์หลักแทนคนจริง
- ป.ที่สาม — ปลอดภัยไม่ใส่ข้อมูลส่วนตัวหรือความลับโดยไม่จำเป็น ไม่เชื่อทุกคำตอบ และเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือการตัดสินใจในชีวิต ต้องกลับมาคุยกับมนุษย์ที่ไว้ใจได้เสมอ
พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเก่ง AI มากกว่าลูก แม้พ่อแม่จะไม่เก่งเทคโนโลยีหรือรู้เรื่อง AI น้อยกว่าลูก ก็ยังสามารถช่วยชี้แนะลูกได้ เพราะลูกอาจรู้ว่าเครื่องมือนี้ใช้อย่างไร แต่พ่อแม่มีสิ่งที่เด็กไม่มี คือประสบการณ์ชีวิต วิจารณญาณ และความสามารถในการมองผลระยะยาว
สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้ลูกรู้ว่า เรื่องที่ผิดพลาด เรื่องที่น่าอาย เรื่องที่กลัวว่าพ่อแม่จะโกรธ หรือแม้แต่ความคิดที่น่ากลัวมาก ๆ ก็ยังกลับมาคุยกับพ่อแม่ได้เสมอ เพราะในวันที่เด็กกำลังทุกข์มาก สิ่งที่เราต้องการคือให้เด็กยังนึกถึงมนุษย์สักคนหนึ่งที่เขาสามารถขอความช่วยเหลือได้ แทนที่จะเข้าหา AI
ไม่ต้องกลัว AI และไม่ต้องรีบให้ลูกใช้เพราะกลัวตามโลกไม่ทัน
พ่อแม่ไม่ควรกลัว AI และก็ไม่จำเป็นต้องรีบให้ลูกใช้ AI เพราะกลัวว่าจะตามโลกไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงที่สมองยังสร้างทักษะพื้นฐาน เด็กควรได้ อ่านเอง เขียนเอง คิดเอง เล่นเอง เบื่อเอง รอเอง ผิดหวังเอง แก้ปัญหาเอง รวมถึงทะเลาะและคืนดีกับคนจริง ๆ ให้มากพอ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การเสียเวลา แต่คือช่วงเวลาที่สมอง อารมณ์ และตัวตนของเด็กกำลังเติบโต

ร่วมสร้างโอกาส สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต
การศึกษาเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถและความต้องการที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการอ่านเขียนหรือความรู้ในห้องเรียน แต่ควรครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การช่วยเหลือตนเอง และการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านความถนัดของตนเองและนำไปต่อยอดในชีวิตจริง
วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เปิดเผยว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2561 เพื่อให้บริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการ การศึกษาและฝึกอาชีพแก่เด็กพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมการเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไปจนถึงระดับฝึกอาชีพ ปัจจุบันมีเด็กพิเศษซึ่งเป็นเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกในโรงเรียนกว่า 170 คน การจัดการศึกษาให้กับเด็กพิเศษไม่ได้มุ่งเพียงให้เด็กอ่านออกเขียนได้หรือเรียนจบตามระดับการศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพื่อให้นำความสามารถของตนเองมาต่อยอดเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัดและศักยภาพของแต่ละบุคคล
ร่วมสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990
ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

