'เอ็ดดี้' โต้ บทความ 'สุจิตต์ วงษ์เทศ' ด่วนสรุปปม 'อยุธยาไม่มีเห่เรือ'

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 จากกรณี สุจิตต์ วงษ์เทศ นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เจ้าของคอลัมน์ สยามประเทศไทย และบรรณาธิการร่วมหนังสือพิมพ์ประชาชาติ เขียนบทความ 'เห่เรือ' ไม่มี สมัยอยุธยา เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ ซึ่งประเพณีการเห่เรือขณะขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคเคลื่อนที่นั้น เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 4 ถึง 5 ส่วนในสมัยอยุธยาและยุคของเจ้าฟ้ากุ้งไม่มีการเห่เรือราชสำนัก มีเพียงแค่พิธี 'เห่เรือไล่น้ำ' หรือขอขมาแม่พระคงคาเพื่อการเกษตรเท่านั้น ด้วยข้อความทั้งหมดว่า ❝ 'เห่เรือ' ไม่มี สมัยอยุธยา เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ ❞
ล่าสุด นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้ว่า “เห่เรือไม่มีในสมัยอยุธยา” ข้อสรุปที่ไปไกลกว่าหลักฐานของ สุจิตต์ วงษ์เทศ
ข้อเสนอของสุจิตต์ วงษ์เทศ ในบทความ “‘เห่เรือ’ ไม่มี สมัยอยุธยา” โดยบทความของสุจิตต์เสนอว่าประเพณีนี้เพิ่งเกิดในรัชกาลที่ 4–5 พร้อมปฏิเสธการเห่ขณะกระบวนเสด็จทางชลมารคเคลื่อนที่ในสมัยโบราณ
คำตอบจากเอกสารที่ตรวจสอบได้คือ อยุธยามีการร้องประกอบการพายเรือ และมีเสียงร้องในกระบวนเรือพิธีการ ส่วนการร้องเหล่านั้นใช้บทใด มีทำนองอย่างไร และสัมพันธ์กับการเห่เรือพระราชพิธีปัจจุบันเพียงใด ยังต้องศึกษาแยกเป็นเรื่อง ๆ
ใน Du Royaume de Siam ของลาลูแบร์ ภาคที่ 2 บทที่ 5 ตอนที่ XI มีข้อความภาษาฝรั่งเศสว่า “chantent ou font des cris mesurés” กล่าวถึงฝีพายที่ร้องเพลงหรือเปล่งเสียงเป็นจังหวะ เพื่อให้จ้วงพายพร้อมกัน
อีกหลักฐานหนึ่งคือ A Voyage to Siam ของบาทหลวงกีย์ ตาชาร์ด ฉบับภาษาอังกฤษ ค.ศ. 1688 เล่มย่อยที่ 4 หน้าหนังสือ 161–162 ซึ่งพรรณนากระบวนรับราชทูต มีเรือบรรทุกพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการ โดยกล่าวถึงเรือพิธีการ 150 ลำ ร่วมกับเรืออื่นอีกมาก และเสียงร้องของคนเรือตามธรรมเนียมสยาม เปรียบคล้ายกำลังเข้าประจัญข้าศึก
เมื่ออ่านเอกสารทั้งสองตามขอบเขตของมัน เราจึงยืนยันได้ว่ามีการใช้เสียงประกอบการเดินเรือในอยุธยา แต่ยังไม่อาจยืนยันว่าองค์ประกอบทุกอย่างเหมือนการเห่เรือในวันนี้
ในทางกลับกัน การที่เอกสารไม่แจกแจงทำนอง ก็ไม่ใช่หลักฐานว่ากิจกรรมเหล่านั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติการเห่เรือเลย ความเกี่ยวข้องหรือความแตกต่างต้องพิสูจน์ต่อ ไม่ใช่ตัดสินด้วยการเปลี่ยนชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว
สำหรับพระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ต้องแยกระหว่างการมีอยู่ของตัวบท การพรรณนาการร้องเห่ภายในตัวบท และหลักฐานว่ามีการนำบทนั้นไปขับร้องจริงในโอกาสใด
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงใช้ข้อความในพระนิพนธ์ที่พรรณนาฝีพายร้องเห่ เป็นเหตุผลประกอบพระวินิจฉัยว่าประเพณีเห่เรือกระบวนหลวงมีมาแล้วในอยุธยา ดังปรากฏใน สาส์นสมเด็จ ลงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ว่า
“ประเพณีเห่เรือกระบวนหลวง เสด็จพยุหยาตรามีมาแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา”
ในลายพระหัตถ์ฉบับเดียวกัน ทรงแยกเรื่องนี้ออกจากการนำบทเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์มาใช้ในกระบวนหลวง ซึ่งทรงเห็นว่ามีเค้าว่าจะเริ่มในรัชกาลที่ 4
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การแยก “ประเพณีการเห่” ออกจาก “บทประพันธ์ที่นำมาใช้เห่” การนำบทชุดหนึ่งมาใช้ภายหลัง ไม่ได้แปลว่าก่อนหน้านั้นไม่เคยมีการเห่ด้วยบทหรือวิธีอื่น
ทรงอธิบายว่าบทเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์เดิมเป็นบทเห่เล่น ก่อนนำมาใช้ในการหลวง
ดังนั้น การอ้างพระอธิบายเฉพาะเรื่องเริ่มใช้บทเจ้าฟ้ากุ้งในรัชกาลที่ 4 เพื่อสนับสนุนข้อสรุปว่าการเห่เรือทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้น ย่อมไม่สะท้อนพระวินิจฉัยโดยครบถ้วน
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวิเคราะห์ว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 บทเห่หลวงช่วงแล่นเรือคงสูญหายไป คงเหลือรอดมาในความทรงจำของพนักงานเรือหลวงเพียงแค่ "บทสวะเห่" (เพราะเป็นบทสั้นๆ ที่ใช้ส่งสัญญาณหยุดเรือทุกครั้ง) ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อต้องฟื้นฟูการเห่เรือหลวงให้ครบถ้วน จึงได้นำบทพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้งที่คนนิยมร้องเล่นกันอยู่ มาบรรจุแทนที่บทเห่หลวงช่วงแล่นเรือที่สูญหายไป
จะเห็นได้ว่า สุจิตต์อ้างพระอธิบายเรื่องนำบทเจ้าฟ้ากุ้งมาใช้ในกระบวนหลวงสมัยรัชกาลที่ 4 แต่กรมพระยาดำรงฯ ทรงกล่าวถึงบทเห่หลวงเดิมด้วย โดยเฉพาะสวะเห่ และทรงสันนิษฐานว่าบทเก่าอื่น ๆ อาจสูญหายไป
ดังนั้น พระอธิบายที่สุจิตต์นำมาอ้าง ไม่ได้เสนอว่าการเห่เรือทั้งหมดเริ่มในรัชกาลที่ 4 แต่แยกการมีประเพณีเดิมออกจากการนำบทประพันธ์อีกชุดมาใช้ภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ข้อนี้หักล้างได้ว่า การนำพระอธิบายดังกล่าวมารองรับข้อสรุปว่า “ก่อนรัชกาลที่ 4 ไม่มีเห่เรือ” นั้นไม่ครบถ้วน ยังไม่ใช่หลักฐานชิ้นเดียวที่ปิดข้อถกเถียงเรื่องอยุธยาได้ทั้งหมด เพราะพระวินิจฉัยเรื่องสวะเห่เองก็เป็นการศึกษาย้อนหลัง
คำถามว่า “อยุธยามีการเห่เหมือนปัจจุบันทุกประการหรือไม่” แตกต่างจากคำถามว่า “อยุธยามีกิจกรรมการขับร้องประกอบการพาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของการเห่เรือหรือไม่”
คำถามแรกยังต้องการหลักฐานเรื่องบท ทำนอง และระเบียบปฏิบัติ ส่วนคำถามหลังมีร่องรอยร่วมสมัยให้ศึกษาอยู่แล้ว การยังตอบคำถามแรกไม่ได้ จึงไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะปฏิเสธคำถามหลัง
ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอของสุจิตต์มีคุณค่าในฐานะคำถามต่อพัฒนาการของประเพณี แต่ข้อสรุปว่า “เห่เรือไม่มีในสมัยอยุธยา” ยังเด็ดขาดเกินกว่าหลักฐานที่นำมาแสดงจะรองรับ
หากจะกล่าวอย่างรัดกุม ควรกล่าวว่า อยุธยามีหลักฐานการร้องประกอบการพายเรือและเสียงร้องในกระบวนเรือพิธีการ ส่วนความสัมพันธ์กับการเห่เรือพระราชพิธีแบบปัจจุบันยังต้องศึกษา โดยไม่ควรถือว่าทุกอย่างเหมือนเดิม และไม่ควรสรุปว่าทุกอย่างเพิ่งเริ่มในรัตนโกสินทร์
ความรับผิดชอบของผู้เขียนประวัติศาสตร์อยู่ที่การบอกให้ชัดว่า หลักฐานพาเราไปได้ไกลเพียงใด และตรงไหนที่ยังต้องหยุดไว้ด้วยคำว่า “ยังไม่ทราบ”
อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้จาก #อัษฎางค์ดอทคอม ลิงค์อยู่ในคอมเมนต?
ขอบคุณภาพ : ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

