บทบรรณาธิการ : 6 พฤศจิกายน 2569

นายกฯต้องลงมาเล่นเอง
ปัญหาขยะพิษหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปราจีนบุรีกำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคาม และขยายความหวั่นวิตกให้กับคนในพื้นที่อย่างสุดจะทนอีกต่อไป ทำให้ชาวบ้านจำเป็นต้องพึ่งพาตัวเองโดยการออกมาเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อ เพื่อยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้พิจารณาประกาศจังหวัดปราจีนบุรีทั้ง 7 อำเภอ เป็นเขตควบคุมมลพิษ
จุดประสงค์คือ ต้องการผลักดันให้เกิดการตรวจสอบ เฝ้าระวังเปิดเผยข้อมูล และวางมาตรการจัดการมลพิษอย่างจริงจัง รวมทั้งเรียกร้องไปยังหน่วยงานภาครัฐ และรัฐบาลให้เร่งลงมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมากว่าเดือนนั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีคำตอบอะไรที่ชัดเจนพอที่จะเรียกความมั่นใจให้กับชาวบ้านได้เลย
สิ่งที่ชาวบ้านต้องการรู้ด่วนคือ การตรวจสอบน้ำและดินให้ชัดเจนถูกต้อง และบอกมาเลยว่าจะจัดการกับสิ่งปนเปื้อนพวกนี้อย่างไร ตลอดจนจะเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแบบไหน และที่สำคัญกว่านั้น การปิดโรงงานขยะพิษ และขนกากขยะอันตรายให้ออกไปจากพื้นที่ สามารถทำได้หรือไม่ และจะทำเมื่อไหร่
ภาพในมุมสูงที่ทางกลุ่มปราจีนเข้มแข็งและชาวบ้านในพื้นที่ลงไปสำรวจตรวจสอบสภาพจริงๆ ในนาข้าวรอบโรงงานในพื้นที่อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พบว่า ยังมีคราบน้ำมันสีรุ้งเกาะต้นข้าวกระจายนับเป็นพันๆ ไร่ มีการคาดการณ์ว่า คราบปนเปื้อนดังกล่าวอาจกระจายทั่วพื้นที่กว่าหมื่นไร่เสียด้วยซ้ำ จนกลัวกันไปต่างๆ นานา ว่าจะกลายเป็นข้าวพิษกินไม่ได้ขายไม่ออก
สถานการณ์เลวร้ายที่ตามมาอีกก็คือ มวลน้ำสีดำคราบสีรุ้งไหลถึง อ.บ้านสร้าง และมุ่งหน้าเข้าเขต จ.ฉะเชิงเทรา แล้ว ทำให้เกษตรกรในลุ่มน้ำบางปะกงต่างพากันหวั่นวิตกว่าจะส่งผลให้พื้นที่เกษตรกว่า 1 แสนไร่ เสี่ยงปนเปื้อนสารเคมีไปด้วย เพราะต้องรับน้ำทั้งจากปราจีนบุรี และสระแก้ว ไหลลงมาสมทบสะท้อนปัญหาความเลวร้ายทางมลพิษที่ขยายเป็นวงกว้าง
บรรยากาศในพื้นที่ตอนนี้ เหมือนประชาชนไร้ที่พึ่ง และต้องลุกออกมาต่อสู้ปกป้อง ปัดกวาดบ้านของตัวเอง เนื่องจากยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการทั้งของทางการและฝ่ายรัฐบาลว่าจะจริงจังแค่ไหน แค่ลำพังทางจังหวัดออกมาจัดกิจกรรมชวนกินปลาเพื่อเรียกความมั่นใจ แต่ชาวบ้านกลับไม่เชื่อถือเพราะรู้สึกค้านกับสภาพข้อเท็จจริงที่มองเห็นอยู่ในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ปัญหามลพิษกับขยะอันตรายข้ามชาติจากการถูกลักลอบนำเข้า และกลบฝังนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นที่ปราจีนฯเท่านั้น มันมีมานานแล้วในหลายๆ พื้นที่ แต่ถูกปล่อยปละละเลยเพิกเฉยทั้งจากช่องโหว่ทางกฎหมาย การทำงานของหน่วยงาน และเรื่องผลประโยชน์บังตา จนลุกลามเป็นวิกฤตประเทศไทย กำลังจะกลายเป็นบ่อขยะโลกอยู่ในเวลานี้
จริงอยู่ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น คือการปูพรมตรวจโรงงานกว่า 3 พันแห่งทั่วประเทศ ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพน้ำ-ดิน และหาแนวทางเยียวยาชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนระยะยาวคือการแก้ไขกฎหมาย แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเอาเข้าจริงจะทำได้แค่ไหนเพราะวิกฤตมลพิษนี้รุนแรง
ในระดับที่นายกรัฐมนตรีต้องลงมาเล่นเองอย่างเร่งด่วน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

