คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เมื่อป้ายบิลบอร์ดสะท้อนอนาคตชาติ บทเรียนจากจีน และทางแพร่งของ ‘Hospitality’ ไทยในยุคเทคโนโลยี
ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรมล้ำสมัย ประเทศจีนได้ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงวัฒนธรรมที่แยบยลและลึกซึ้งนั่นคือการเปลี่ยน “เซเลบ/ดารา” บนป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่กลางเมือง ให้กลายเป็น “นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรผู้สร้างเทคโนโลยี” ภาพนี้ไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์ผิวเผิน แต่เป็นการส่งสัญญาณจากรัฐบาลเพื่อเขย่าโครงสร้างค่านิยม (Cultural DNA) ของคนในชาติว่า ใครคือผู้ที่สังคมควรยกย่องและไขว่คว้าหาแบบอย่าง เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย คำถามที่น่าขบคิดคือ หากเราจะทำตามจีนบ้าง จะประสบความสำเร็จหรือไม่? และหากเรายังย่ำอยู่กับที่ ประเทศไทยจะเผชิญกับอนาคตเช่นไร?
1.ความเหมือนที่แตกต่าง : รากฐานลำดับชั้นและ Hospitality ของไทยกับจีน
ทั้งไทยและจีนต่างมีรากฐานทางสังคมแบบ “อุปถัมภ์และลำดับชั้น” (Social Hierarchy) ที่หล่อหลอมให้ผู้คนให้ความสำคัญกับอาวุโส สถานะ และการปฏิบัติต่อผู้คนตามการรับรู้เชิงชนชั้นอย่างแนบเนียน
ทั้งสองสังคมมีความสามารถโดดเด่นด้านการบริการ (Hospitality) ดูแลเอาใจใส่แขกบ้านแขกเมืองได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน แต่กลับมีความแตกต่างในรายละเอียด :
● รากเหง้าทางวัฒนธรรม :สังคมจีนมีรากฐานจากลัทธิขงจื้อที่เน้นความสัมพันธ์ หน้าตา (Mianzi) และการตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างยิ่งใหญ่ ขณะที่สังคมไทยเติบโตจากวิถีเกษตรกรรมที่อบอวลด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนรอยยิ้ม และความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Empathy)
● การแสดงออก : สไตล์การบริการของจีนจะเน้นความจริงจัง ทุ่มเท และจัดเต็มเพื่อรักษาเกียรติยศของเจ้าบ้าน ส่วนสไตล์ไทยจะเคลือบด้วยความนุ่มนวล ละเมียดละไม และความใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น (Service Mind)
อย่างไรก็ตาม จุดร่วมที่เหมือนกันคือ ทั้งสองสังคมมักยกย่องความสำเร็จที่ “มองเห็นง่ายและจับต้องได้เร็ว” ซึ่งนำไปสู่จุดบอดในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์
2.ครอบครัวไทยกับการให้รางวัล : ทำไมวิทยาศาสตร์จึง “ตกสำรวจ”?
หากถามว่าโมเดลยกย่องนักวิทยาศาสตร์แบบจีนจะสำเร็จในไทยหรือไม่ คำตอบในระยะสั้นคือ “มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ”ต้นตอสำคัญอยู่ที่ “สถาบันครอบครัวไทย”
วัฒนธรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวไทยมักให้รางวัลและคำชมเชยกับสิ่งที่สร้างความสุขรอบตัวได้ทันที เช่น เด็กที่ร้องเพลงเก่ง เต้นเก่ง หรือมีอัธยาศัยและมารยาทงดงาม (ซึ่งต่อยอดเป็นทักษะHospitality ชั้นยอด) ผู้ใหญ่มักจะโอบกอดและชื่นชมทันที เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างพลังบวกและสร้างอาชีพได้รวดเร็วในสังคมไทย
ในทางกลับกัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องอาศัย “กระบวนการลองผิดลองถูก (Trial and Error)” ที่เต็มไปด้วยความล้มเหลว การตั้งคำถามขัดหูผู้ใหญ่ หรือการใช้เวลาหมกมุ่นกับสิ่งที่เป็นนามธรรม ซึ่งครอบครัวไทยมักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เสียเวลา หรือไม่มีความมั่นคงเท่ากับอาชีพที่สังคมขีดเส้นไว้ให้ (เช่น ดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรืออาชีพที่มีชื่อเสียงสำเร็จรูป) เมื่อหน่วยย่อยที่สุดอย่างครอบครัวไม่ให้คุณค่า วิทยาศาสตร์จึงเป็นได้แค่วิชาท่องจำในห้องเรียน ไม่ใช่จิตวิญญาณของชาติ
3.หากไม่เปลี่ยน : เมื่อไทยติดกับดัก “คนรับใช้ทางเศรษฐกิจ”
หากประเทศไทยยังคงปฏิเสธที่จะให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความล้าหลัง แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ถดถ่าย :
● ติดกับดักรายได้ปานกลางขั้นรุนแรง :เราจะเก่งกาจและมีความสุขกับการเป็นผู้ให้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยวและรับจ้างผลิต แต่เราจะไม่เคยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีลิขสิทธิ์ใดๆ ต้องซื้อซอฟต์แวร์ซื้อเครื่องจักร และจ่ายค่าน้ำประปาทางปัญญาให้ต่างชาติร่ำรวยไปตลอดกาล
● สมองไหล (Brain Drain) : เยาวชนไทยที่มีศักยภาพสูงด้านนวัตกรรม จะเลือกย้ายถิ่นฐานไปเติบโตในประเทศที่เห็นคุณค่าและให้ผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อ ทิ้งให้ประเทศไทยมีแต่แรงงานที่แข่งขันได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
● ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ : เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ทักษะด้านบริการอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะพยุง GDP ของประเทศให้อยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเทคโนโลยีโลก
4.ทางออก : ผสาน “Hospitality” เข้ากับ “Tech” โดยไม่ต้องทิ้งรากเหง้า
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องทิ้งจุดแข็งเรื่อง Hospitality ซึ่งเป็นเสน่ห์ระดับโลกของเรา แต่เราต้อง “ยกระดับ” มันด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน :
1.เปลี่ยนมุมมองครอบครัวและสังคมผ่านการสื่อสาร : ภาครัฐและสื่อต้องเลิกผลิตซ้ำภาพจำว่านักวิทยาศาสตร์ต้องใส่แว่นตาหนาเตอะในห้องแล็บที่น่าเบื่อ แต่ต้องนำเสนอเรื่องราวของ “Tech Startup, นักนวัตกรรมอาหาร, หรือวิศวกรไทย” ให้มีความเท่ ร่ำรวย และเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จริงไม่แพ้ดารา
2.ยกระดับ Hospitality สู่ Deep Tech Hospitality : นำวิทยาศาสตร์มาต่อยอดจุดแข็งเดิม เช่น การสร้างนวัตกรรมท่องเที่ยวอัจฉริยะ (Smart Tourism), เทคโนโลยีการเกษตรเพื่ออาหารปลอดภัย (Agri-Food Tech) หรือหุ่นยนต์บริการที่ผสานกับรอยยิ้มไทย เพื่อให้เราไม่ใช่แค่ “ผู้บริการ” แต่เป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยีการบริการ”
3.สร้างโครงสร้างแรงจูงใจ (Incentive Structure) : ทำให้สายงานวิทยาศาสตร์และวิจัยมีความมั่นคงทางรายได้และมีเกียรติยศทางสังคมอย่างแท้จริง เด็กไทยและครอบครัวจึงจะกล้าลงทุนลงแรงเสี่ยงไปกับเส้นทางนี้
บทสรุป : การเปลี่ยนประเทศด้วยป้ายบิลบอร์ดของจีนไม่ใช่เรื่องของป้ายโฆษณา แต่คือ “เจตจำนงทางการเมืองและวัฒนธรรม”
หากประเทศไทยยังหลับตาคุมบุญเก่าจากรอยยิ้มและความอ่อนน้อมโดยไม่สร้างรากฐานทางปัญญาและเทคโนโลยี (พฤติกรรมคล้ายผู้นำของไทยในปัจจุบัน) เราอาจกลายเป็นประเทศที่ต้อนรับคนอื่นเก่งที่สุดในโลก แต่กลับยากจนและไร้เสียงในเวทีโลกอย่างแท้จริงครับ
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

