บทบรรณาธิการ : 7 พฤศจิกายน 2569

บทเรียนสังคมไทย จากกรณี ‘บุ๋ม ปนัดดา’
กรณีของ “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาจากการตรวจสอบการบริหารจัดการเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความรู้สึกของสังคมไม่น้อย เพราะบุ๋มเป็นบุคคลสาธารณะที่มีภาพจำในฐานะนักแสดงและนักกิจกรรมจิตอาสา ทำงานช่วยเหลือผู้ประสบความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความเชื่อถือและความศรัทธาจากประชาชนจำนวนมาก
แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาค และนำไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตลอดจนการดำเนินคดีตามกฎหมาย คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้กระทำผิด หากยังเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยในเรื่องความศรัทธา ความรับผิดชอบ และความโปร่งใสในการทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์
สิ่งแรกที่ต้องยอมรับคือ การเป็นคนมีชื่อเสียงหรือมีประวัติทำความดี ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับข้อยกเว้นจากการตรวจสอบ ตรงกันข้าม เมื่อบุคคลใดได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากเท่าใดก็ยิ่งต้องมีมาตรฐานความรับผิดชอบสูงขึ้นเท่านั้น เพราะเงินบริจาคที่ได้รับมาไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวแต่เป็นเงินที่ประชาชนมอบให้ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้
อีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้สะท้อนวัฒนธรรมการบริจาคของคนไทย ซึ่งมีจิตใจเอื้อเฟื้อและพร้อมช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เป็นคุณสมบัติที่ดีของสังคม แต่บางครั้งความศรัทธาก็อาจทำให้เราละเลยการตรวจสอบ เราอาจบริจาคเพราะเห็นภาพการช่วยเหลือ เห็นความทุ่มเท หรือเชื่อมั่นในชื่อเสียงของผู้ทำงาน โดยไม่ได้สนใจว่าองค์กรมีระบบบัญชี การตรวจสอบ และการเปิดเผยรายรับรายจ่ายที่ชัดเจนหรือไม่
ความมีน้ำใจของประชาชนจึงไม่ควรถูกนำมาเป็นเหตุให้การตรวจสอบอ่อนแอลง แต่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้องค์กรการกุศลทุกแห่งต้องมีระบบบริหารจัดการที่เข้มงวดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อีกบทเรียนหนึ่งคือ การทำงานร่วมกับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ญาติพี่น้อง หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นจากความรับผิดชอบได้ การมอบหมายให้ผู้อื่นดูแลการเงินหรือบริหารกิจการ ไม่ได้หมายความว่าผู้มีตำแหน่งหน้าที่จะหมดภาระในการกำกับดูแล โดยเฉพาะองค์กรที่บริหารเงินของประชาชน
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องของบุ๋มเพียงคนเดียวแต่เป็นหลักการที่องค์กรสาธารณกุศลทุกแห่งควรตระหนัก ผู้บริหารต้องรู้ว่าเงินเข้ามาเท่าใด ใช้จ่ายไปกับอะไร มีหลักฐานรองรับหรือไม่ และสามารถชี้แจงต่อผู้บริจาคได้ทุกเมื่อ
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเช่นกัน การถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิดแล้ว สังคมต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ปล่อยให้ชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ในอดีตกลายเป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าความเสียหายเฉพาะกรณี คือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน หากผู้บริจาครู้สึกว่าเงินที่มอบให้ด้วยความตั้งใจดีอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็อาจทำให้เกิดความระแวงต่อองค์กรการกุศลอื่นๆ ที่กำลังทำงานช่วยเหลือสังคมอย่างสุจริต
สังคมจึงไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์นี้จบลงเพียงการหาคนผิดมารับโทษ แต่ควรนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการบริหารองค์กรการกุศล ทั้งเรื่องบัญชี การเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบจากบุคคลภายนอก และการแยกทรัพย์สินขององค์กรออกจากทรัพย์สินส่วนบุคคลอย่างเด็ดขาด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความดีไม่ควรขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของคนทำ แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยความโปร่งใสและความรับผิดชอบ และความศรัทธาของประชาชนก็ไม่ควรเป็นสิ่งที่ใครจะนำไปใช้โดยปราศจากการตรวจสอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

