คอลัมน์ : เวทีอิสระ

หลักการกับค่านิยม หรือ ผลประโยชน์?
ในเวทีระหว่างประเทศ หลายๆ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตก (The West) มักจะยึดเอาเรื่องหลักการหรือค่านิยมว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพเป็นตัวตั้ง หรือใช้เป็นพื้นฐานของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ นั่นคือการส่งเสริม และสนับสนุนความเป็นประชาธิปไตยให้กับประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) มาเป็นลำดับรอง ขณะที่ประเทศที่มีการเมืองการปกครองในรูปแบบเผด็จการต่างๆ เช่น เผด็จการผู้นำ และเผด็จการพรรคเดียว มักจะไม่คำนึงเรื่องหลักการหรือค่านิยมแต่อย่างใด หากแต่จะเอาเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นตัวตั้ง คือไม่คำนึงว่าประเทศที่จะคบหาสมาคมด้วยนั้นมีรูปแบบการเมืองการปกครองเป็นอย่างไร หรือจะเป็นอะไรก็ได้ ตราบใดที่สามารถหาประโยชน์ร่วมกันได้
ฝ่ายตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ก็กล้าหาญชาญชัยในการเข้าไปแทรกแซงเรื่องการเมืองภายในของประเทศต่างๆ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสังคมประเทศประชาธิปไตย ที่ใช้คำว่า Regime Change ดังจะเห็นได้จากการที่สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรได้เข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในของลิเบีย อิรัก และอัฟกานิสถาน เป็นต้น โดยล่าสุดก็คือการโจมตี-รุกรานประเทศอิหร่าน แต่ทว่าการแทรกแซงนั้นมักจะประสบกับความล้มเหลว ทิ้งไว้ซึ่งความหายนะ และสภาวะของสงครามกลางเมือง ทั้งที่ร้อนระอุ และทั้งที่เป็นแบบสงครามเย็น
นอกจากนั้น ก็มีหลายกรณีที่ฝ่ายตะวันตกก็ได้มีการละทิ้งหลักการและค่านิยมไปสู่การเอาเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้งแทน เช่น ในกรณีความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายตะวันตกกับหลายๆ ประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศเผด็จการ หรือมีระบบระบอบการเมืองการปกครองแบบครึ่งใบ
หรือผสมผสานระหว่างอำนาจนิยมกับเสรีนิยม เช่น ตุรกี และอียิปต์ และกับบางประเทศก็จัดได้ว่าเรื่องผลประโยชน์เริ่มจะมุ่งแซงหน้าเรื่องหลักการและค่านิยม ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เริ่มข้องแวะกับรัฐบาลทหารพม่า เพื่อกันมิให้จีนและรัสเซียมีอิทธิพลเหนือพม่าแต่ฝ่ายเดียว อีกทั้งก็เพื่อจัดหาลู่ทางที่จะเข้าถึงซึ่งแร่หายาก (Rare Earths) ในพม่า ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย และในขณะเดียวกันฝ่ายสหรัฐฯ ผู้นำการคว่ำบาตรรัสเซีย ก็ได้หันกลับมาซื้อน้ำมันดีเซลจากรัสเซียเพื่อผลประโยชน์ในการบรรเทาความขาดแคลนและราคาที่สูงขึ้นมาก ที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวอเมริกัน
เรื่องผลประโยชน์ ณ ปัจจุบันนี้ จึงถูกยกขึ้นมาเหนือเรื่องหลักการ และค่านิยมที่ว่าด้วยการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ เหมือนกับที่ฝ่ายตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ไม่แยแสกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในหลายราชอาณาจักรในตะวันออกกลาง เพื่อแลกกับการจัดตั้งฐานทัพต่างๆ และการรักษาอิทธิพลในเรื่องการผลิตและการตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต่างๆ อีกทั้งก็เพื่อตะล่อมให้ฝ่ายอาหรับเหล่านี้ญาติดีกับฝ่ายอิสราเอล เพื่อต้านทานอิทธิพลของฝ่ายอิหร่านซึ่งต้องการเป็นผู้นำศาสนาอิสลามแข่งกับซาอุดีอาระเบีย และมีนัยของการปรามและต้านทานความทะเยอทะยานของตุรกีในตะวันออกกลาง และเอเชียกลางอีกด้วย
สำหรับจีนซึ่งเป็นเผด็จการพรรคเดียวและรัสเซียซึ่งเป็นเผด็จการองค์บุคคล ก็ยังคงมุ่งเอาเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้ง ทั้งเพื่อการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ ไปจนถึงโรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ และการครอบครองแหล่งแร่ธาตุหายากเป็นหลักก็จัดได้ว่าต่างฝ่ายต่างประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ในสภาพการณ์นี้เรื่องผลประโยชน์แห่งชาติดูจะนำมาพิจารณาก่อนเรื่องผลประโยชน์และค่านิยมมากกว่าและมากยิ่งๆ ขึ้น จนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ที่จะต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว และพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น เพราะฝ่ายตะวันตกได้เริ่มละทิ้ง หรือผ่อนคลายเรื่องการยึดมั่นกับหลักการและค่านิยมกันเสียแล้ว
สำหรับประเทศไทยเรา โดยเฉพาะในกรณีความเป็นไปในประเทศพม่า ซึ่งอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมากมายดังที่ทราบกันดีอยู่ก็ยังหาความลงตัวของนโยบายต่างประเทศกับพม่าไม่ได้แน่ชัดว่าจะเอาเรื่องหลักการและค่านิยมเป็นที่ตั้ง หรือจะเอาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้ง โดยที่ผ่านๆ มาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ไทยก็มีความเพียรพยายามที่จะญาติดีกับรัฐบาลพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย แต่เพื่อเป้าหมายอะไรก็ยังไม่มีการบอกกล่าวให้ประชาชนไทยทราบแน่ชัด โดยในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็เลือกที่จะเพิกเฉยต่อฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายชนกลุ่มน้อยของพม่าที่ต่อต้านนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย
ข้อคิดที่สำคัญก็คือ ตราบใดที่ยังมีสงครามกลางเมืองในพม่า ประเทศไทยก็ยังรับเคราะห์กรรม ผลกระทบในเชิงลบอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การลอบการค้าของเถื่อนและของต้องห้าม โรคระบาดต่างๆ ซึ่งจัดได้ว่าเขตแดนไทย-พม่า ที่มีระยะทางยาวประมาณ 2,400 กิโลเมตร จะยังคงไร้ความสงบ และไร้เสถียรภาพ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของไทยรวมทั้งการเจรจาปักปันเขตแดน ก็จัดได้ว่าไม่มีความคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอันแต่อย่างใดและล่าสุดสารพิษจากเหมืองแร่ในพม่าก็ไหลเข้าสู่เขตแดนไทย โดยเฉพาะแม่น้ำกก ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง
ฉะนั้นผลประโยชน์แห่งชาติของไทยคือ การร่วมดำเนินการกับประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ของพม่า และมิตรประเทศต่างๆ ในการยุติการสู้รบยุติสงครามกลางเมือง และนำคู่กรณีต่างๆ ของพม่า กลับสู่โต๊ะเจรจา เพื่อฟื้นฟูและสร้างประเทศพม่ากันใหม่ ความสงบภายในพม่าก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ และฝ่ายรัฐสภา จะต้องร่วมกันระดมสมอง กำหนดท่าทีร่วม เพื่อผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของชาติไทย
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

