เส้นเลือดหัวใจตีบ ไม่มีอาการไม่ใช่ไม่เป็น หมอเจด แนะเช็ก 7 ความเสี่ยง ก่อนพลาด!

21 สิงหาคม 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “หมอเจด” ในหัวข้อ “เส้นเลือดหัวใจตีบ” ไม่มีอาการไม่ใช่ไม่เป็น! เช็ก 7 ความเสี่ยงก่อนพลาด! รายละเอียดดังนี้
เวลาพูดถึงเส้นเลือดหัวใจตีบ หลายคนนึกภาพว่าต้องเจ็บหน้าอกก่อน ต้องหอบ ต้องมีอะไรเตือนสักอย่าง แต่โรคนี้ไม่ได้ใจดีขนาดนั้นครับ ช่วงที่คราบไขมันกำลังค่อย ๆ สะสมในผนังหลอดเลือด เราอาจยังทำงาน เดินเที่ยว ขับรถ หรือออกกำลังกายได้เหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีไฟแดงขึ้นหน้าปัด และบางคนก็ไม่มีอาการชัด ๆ เลย เพราะฉะนั้น เวลาประเมินเรื่องหัวใจ ผมไม่ได้ดูแค่ว่า “ตอนนี้เจ็บหน้าอกหรือยัง” ผมดูด้วยว่า ร่างกายของเราอยู่กับตัวเร่งหลอดเลือดตีบมานานแค่ไหนแล้ว ลองไล่ดู 7 ข้อนี้ครับ
1.LDL สูงมาหลายปี แต่คิดว่าไม่เป็นไรเพราะยังแข็งแรง
LDL สูงไม่ทำให้เรารู้สึกอะไรครับ นี่แหละตัวปัญหา คนจำนวนมากตรวจเจอ LDL 160, 180 หรือสูงกว่านั้น แต่เพราะยังวิ่งได้ ยังทำงานได้ ก็เลยคิดว่าไว้ค่อยจัดการ แต่หลอดเลือดไม่ได้สนใจว่าเรารู้สึกแข็งแรงแค่ไหน ถ้าอนุภาคไขมันที่ก่อหลอดเลือดแข็งมีอยู่ในเลือดมากและอยู่นาน โอกาสที่ไขมันจะแทรกเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือดก็เพิ่มขึ้น ดังนั้นเวลาเห็น LDL สูง ผมไม่ดูแค่ตัวเลขครั้งเดียวครับ ผมอยากรู้ว่า สูงมานานหรือยัง เคยตรวจเมื่อ 5 ปีก่อนเท่าไร ในครอบครัวมีใครไขมันสูงมากไหม เพราะ LDL 170 ที่เพิ่งสูง กับ LDL 170 ที่อยู่แบบนี้มา 15 ปี เรื่องไม่เหมือนกันเลยครับ
2.ความดันสูงแบบเงียบ ๆ
อีกกลุ่มที่เจอบ่อยคือวัดความดันแล้วสูง แต่เจ้าตัวไม่เชื่อ เพราะรู้สึกปกติดี “ผมไม่ปวดหัวนะหมอ” จริงครับ ความดันสูงไม่ได้ต้องปวดหัว บางคนอยู่กับความดัน 150 กว่า ๆ มาหลายปีโดยไม่มีอาการอะไรเลย แต่ทุกครั้งที่หัวใจบีบเลือดออกไป ผนังหลอดเลือดต้องรับแรงดันที่มากกว่าปกติซ้ำแล้วซ้ำอีก ระยะยาวมันเหมือนท่อน้ำที่รับแรงดันสูงตลอดเวลา ข้างนอกยังดูดี แต่ข้างในอาจเริ่มสึกไปทีละน้อยครับ และถ้ามีไขมันสูงร่วมด้วย ปัญหายิ่งไม่ควรถูกมองแยกกัน
3.น้ำตาลเริ่มสูง แต่ยังไม่ถึงขั้น “เป็นเบาหวาน”
หลายคนจะเริ่มจริงจังก็ต่อเมื่อหมอบอกว่าเป็นเบาหวานแล้ว แต่ก่อนถึงวันนั้น ร่างกายอาจอยู่กับภาวะดื้ออินซูลินและน้ำตาลที่สูงกว่าปกติมาระยะหนึ่งแล้วครับ บางคน HbA1c เริ่มขยับ พุงเริ่มมา Triglyceride สูง HDL ต่ำ ความดันเริ่มขึ้น แต่เพราะน้ำตาลยังไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน ก็เลยคิดว่ายังไม่มีอะไร จริง ๆ แล้วสิ่งที่ผมห่วงคือ “แพ็กเกจ” มากกว่าตัวเลขน้ำตาลตัวเดียวครับ ถ้าน้ำตาลเริ่มเสียสมดุลพร้อมกับไขมันและความดัน ความเสี่ยงหลอดเลือดก็กำลังขยับตามไปด้วย
4.สูบบุหรี่ ถึงจะสูบไม่เยอะก็ยังนับ
เรื่องบุหรี่ผมไม่อยากให้ต่อรองกับตัวเองครับ “วันละ 2 มวนเอง” “สูบเฉพาะเวลาเข้าสังคม” “ผมสูบมา 20 ปีแล้วก็ยังไม่มีอะไร” บุหรี่ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด มันกระทบผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดทำงานแย่ลง เพิ่มการอักเสบ และทำให้เลือดมีแนวโน้มจับตัวเป็นลิ่มได้ง่ายขึ้น ที่น่ากลัวคือ เราไม่รู้สึกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นเลย สูบเสร็จแล้วก็กลับไปทำงานต่อได้ตามปกติ แต่ความเสียหายระดับหลอดเลือดไม่ได้ต้องมีอาการให้เห็นทุกครั้งครับ
5.พุงมา พร้อมกับตัวเลขอื่นเริ่มเสีย
ผมไม่ได้ดูพุงแล้วฟันธงว่าเส้นเลือดหัวใจตีบนะครับ แต่ถ้าพุงมาแล้วมีเพื่อนตามมาด้วย ผมจะเริ่มระวัง เช่น กินแล้วง่วงง่ายขึ้น น้ำตาลเริ่มสูง Triglyceride สูง HDL ต่ำ ความดันเริ่มขยับ ภาพแบบนี้มักสะท้อนว่าระบบเผาผลาญของร่างกายเริ่มไม่เหมือนเดิมแล้ว บางคนชั่งน้ำหนักแล้วไม่ต่างจากเมื่อก่อนมาก จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหา แต่ไขมันที่สะสมในช่องท้องไม่ได้ดูจากกิโลอย่างเดียวครับ บางทีน้ำหนักเท่าเดิม แต่เข็มขัดต้องขยับออกหนึ่งรู นั่นก็เป็นข้อมูลที่ควรฟังแล้ว
6.บ้านนี้มีคนเป็นหัวใจเร็วผิดปกติ
ประวัติครอบครัวเป็นสิ่งที่หลายคนเพิ่งนึกถึงตอนเกิดเรื่องครับ ถ้าพ่อ แม่ หรือพี่น้องเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมีโรคหลอดเลือดตั้งแต่อายุยังไม่มาก ผมจะให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เพราะบางครอบครัวมีแนวโน้มไขมันสูงจากพันธุกรรม บางคนใช้ชีวิตค่อนข้างดี ไม่อ้วน ไม่สูบบุหรี่ แต่ LDL สูงมากตั้งแต่อายุน้อย หรือบางคนมี Lp(a) สูง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกำหนดมาจากพันธุกรรม ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องให้กลัวครับ แต่เป็นเรื่องที่รู้ก่อนแล้วได้เปรียบ เพราะเราจะไม่ประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง
7.หลายข้อเริ่มมาพร้อมกัน
ข้อนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิดครับ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจแทบไม่เคยทำงานแบบข้อสอบปรนัยที่เลือกคำตอบเดียว มันมักมาเป็นทีม LDL สูงนิดหนึ่ง ความดันสูงนิดหนึ่ง น้ำตาลเกินนิดหนึ่ง นั่งเยอะ พุงเริ่มมา นอนน้อย สูบบุหรี่บ้าง แต่ละอย่างดูเหมือนไม่หนัก พอรวมกันแล้วเรื่องเปลี่ยนครับ ผมชอบเปรียบเหมือนยกของขึ้นรถ ถุงเดียวอาจเบา แต่โยนขึ้นไปทีละถุง สิบถุงยี่สิบถุง รถก็รับน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ หลอดเลือดก็คล้ายกัน ความเสี่ยงหลายอย่างที่สะสมพร้อมกัน สำคัญกว่าการจ้องหาผู้ร้ายแค่ตัวเดียวครับ
แล้วแบบไหนควรไปประเมินหัวใจเพิ่ม?
ไม่ใช่ว่ามี 2–3 ข้อแล้วต้องรีบไป CT หัวใจทันทีนะครับ การตรวจเพิ่มควรเลือกให้เหมาะกับแต่ละคน บางคนแค่จัดการไขมัน ความดัน และน้ำตาลให้จริงจังก่อนก็สำคัญมากแล้ว บางคนมีความเสี่ยงก้ำกึ่ง ตัดสินใจเรื่องการป้องกันยาก แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น Coronary Artery Calcium หรือ CAC score เพื่อช่วยดูว่ามีแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจหรือไม่ แต่การตรวจไม่ใช่การแข่งขันครับ ตรวจเยอะไม่ได้แปลว่าดูแลหัวใจดีกว่าเสมอไป สิ่งสำคัญคือ เลือกตรวจในคนที่ผลตรวจนั้นจะช่วยเปลี่ยนการดูแลจริง ๆ
อีกเรื่องที่ผมไม่อยากให้รอ ถ้าวันหนึ่งเริ่มมีแน่นหน้าอกเวลาขึ้นบันได เดินแล้วต้องหยุดพักทั้งที่เมื่อก่อนไม่เป็น เหนื่อยหรือหอบผิดจากเดิม หรือมีเจ็บร้าวไปแขน กราม หลัง ร่วมกับเหงื่อแตก คลื่นไส้ หรือหน้ามืด ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของ “เช็กความเสี่ยงในอนาคต” แล้วครับ มันเป็นอาการที่ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว โดยเฉพาะอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอกที่รุนแรง เกิดตอนพัก เป็นนาน หรือพักแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรไปโรงพยาบาลทันที
สิ่งที่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบน่ากลัว ไม่ใช่แค่ตอนที่มันตีบมากครับ แต่มันคือช่วงหลายปีก่อนหน้านั้น ที่เรายังรู้สึกว่าตัวเองปกติดี และเลยปล่อย LDL ความดัน น้ำตาล บุหรี่ หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ผ่านไปเรื่อย ๆ
ผมจึงอยากให้เปลี่ยนคำถามจาก “ยังไม่มีอาการ แปลว่ายังไม่เป็นใช่ไหม?” เป็น “ตอนนี้เรากำลังสะสมอะไรไว้ในหลอดเลือดอยู่หรือเปล่า?” เพราะเรื่องหัวใจ ถ้ารอให้ร่างกายตะโกนดัง ๆ บางครั้งมันก็มาช้ากว่าที่อยากให้เป็นครับ
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

