บทบรรณาธิการ : 22 สิงหาคม 2569

TH-AI Passport อย่าเล่นการเมือง จนทำลายโอกาสของประเทศ
โครงการ TH-AI Passport กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกลากเข้าสู่สมรภูมิการเมือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้ควรถูกพิจารณาด้วยเหตุผลที่ง่ายกว่านั้น นั่นคือ อะไรผิดก็ต้องตรวจสอบ อะไรถูกและเป็นประโยชน์ต่อประเทศก็ควรเดินหน้าต่อ
วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถามอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเงินจากภาครัฐ ข้อสงสัยเกี่ยวกับ TOR การกำหนดคุณสมบัติ ระยะเวลาการจัดซื้อจัดจ้าง ความคุ้มค่า ตลอดจนความสัมพันธ์ของผู้ได้รับงาน ล้วนเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ และหากมีหลักฐานว่ามีการทุจริต ล็อกสเปก หรือเอื้อประโยชน์ให้ใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าเอาคำถามเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างไปปะปนกับคำตัดสินว่า “ตัวโครงการไม่มีประโยชน์”
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
หากพบว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหาก็ต้องแก้ไขกระบวนการ เอาผิดผู้กระทำผิด หรือปรับเงื่อนไขให้เกิดความโปร่งใส แต่ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดเรื่องการทำให้ประชาชนเข้าถึง AI ต้องถูกทำลายไปด้วย
เพราะในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือ คนไทยจำนวนมาก
ยังเข้าไม่ถึงการใช้ AI อย่างจริงจัง
ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ในเดือนมีนาคม 2024 ไทยมีสัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงเครื่องมือ Generative AI เพียงประมาณ 6% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดของอาเซียนในชุดข้อมูลดังกล่าว ขณะที่ข้อมูลในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 แม้ไทยจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10.7% แต่ก็ยังตามหลังหลายประเทศในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ
นี่คือโจทย์ที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม
AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับคนทำงานด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังเข้าไปอยู่ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่การศึกษา ธุรกิจ เกษตรกรรม การแพทย์ การบริการ ไปจนถึงการทำงานของภาครัฐ
ประเทศที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ AI ได้เร็วกว่า ย่อมมีโอกาสสร้างผลิตภาพและขีดความสามารถทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่า
ดังนั้น เป้าหมายของ TH-AI Passportที่ต้องการเปิดโอกาสให้คนไทยจำนวนมากเข้าถึงเครื่องมือ AI จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ และไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงคำว่า “แจก AI ฟรี”
แน่นอนว่า การให้คนไทยเข้าถึง AI ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะเก่ง AI ขึ้นมาทันที
คนที่ไม่เคยใช้ AI มาก่อน เมื่อได้รับสิทธิ์ใช้งานก็ไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในวันรุ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ การสร้างจุดเริ่มต้น
เมื่อคนจำนวนมากได้ทดลองใช้ ได้เห็นว่า AI สามารถช่วยทำงาน เรียนหนังสือ ค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา หรือสร้างอาชีพได้อย่างไร ความสนใจและการเรียนรู้ก็มีโอกาสขยายตัวต่อไป
โครงการของรัฐจึงอาจไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่สิ่งที่ประชาชนได้รับในวันแรก แต่ต้องมองไปถึง ผลกระทบต่อการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะในระยะยาว
รัฐบาลเองก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเงิน 1,600 กว่าล้านบาทนั้นคุ้มค่าจริง มีคนใช้จริง ใช้แล้วเกิดทักษะจริง และสามารถต่อยอดไปสู่การศึกษา อาชีพ และเศรษฐกิจได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขผู้ลงทะเบียนจำนวนมหาศาล แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายตรวจสอบก็ต้องทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน
หากมีข้อสงสัย ก็ตั้งคำถาม หากมีเอกสาร ก็เปิดเอกสาร หากพบความผิด ก็เอาผิด แต่การนำข้อสงสัยมาสรุปเป็น “ทุจริต” ก่อนที่กระบวนการตรวจสอบจะได้ข้อยุติ หรือการนำข้อบกพร่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปสู่ข้อสรุปว่า “โครงการไม่มีประโยชน์” นั้น เป็นคนละเรื่องกัน
ยิ่งไปกว่านั้น การรณรงค์ให้ประชาชนไม่ลงทะเบียนหรือไม่ใช้สิทธิ์ เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามว่า นี่คือการตรวจสอบรัฐบาล หรือกำลังลงโทษประชาชนและประเทศตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่เสียโอกาสอาจไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็นประชาชนที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี อย่าเล่นการเมืองจนลืมว่า ในสนามแข่งขันของโลก ประเทศอื่นกำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วย AI ขณะที่เรายังมัวทะเลาะกันอยู่ว่า ใครเป็นคนถือกุญแจเปิดประตู
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

