สหรัฐเอาแน่ ลุยคว่ำบาตรอิหร่าน
รมว.คลังสหรัฐประกาศกร้าว วอชิงตันเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อุบไต๋รอฟังแถลงจันทร์ที่ 24 สิงหาคม แจงใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจลดใช้ปฏิบัติการทางทหาร โดยดำเนินการคู่ขนานกับมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมว่า นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สหรัฐฯ เตรียมยกระดับมาตรการลงโทษอิหร่านครั้งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยวอชิงตันเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านระดับที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน และเรียกร้องรัฐบาลจีนให้ความร่วมมือกับมาตรการดังกล่าวด้วย พร้อมระบุว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจอาจช่วยลดความจำเป็นในการเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่
“มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้ ถือเป็นกลยุทธ์สองทางที่ใช้ควบคู่ไปกับการปิดล้อมทางทะเล เพื่อสร้างความสั่นคลอนต่อรัฐบาลอิหร่าน โดยสหรัฐฯจะแถลงรายละเอียดทั้งหมดในวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมนี้ มาตรการปิดล้อมและการคว่ำบาตรครั้งใหม่จะเป็น “หมัดหนึ่ง-สอง” ที่เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่าน”เบสเซนต์กล่าว และว่า นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้จีนยุติการสนับสนุนอิหร่าน โดยชี้ว่าจีนนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางมากถึงครึ่งหนึ่ง ดังนั้น การให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อคืนความเสถียรภาพให้เส้นทางขนส่งพลังงานย่อมส่งผลดีต่อจีนเองด้วยเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะใช้นโยบายสงครามเศรษฐกิจ และเตือนว่าประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลือหรือเป็นช่องทางต่อลมหายใจให้อิหร่านต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า คำขู่ของผู้นำสหรัฐฯ เป็นเพียงความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของชาวอเมริกันจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น ภาวะหนี้สินสูงเป็นประวัติการณ์และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ประณามมาตรการของสหรัฐฯว่า เป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ และยืนยันว่าการกดดันดังกล่าว จะไม่สามารถสั่นคลอนความมุ่งมั่นของประชาชนในการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของประเทศได้อย่างแน่นอน
ส่วนโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันออกมาระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรและการกดดันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายดำเนินมาตรการอย่างรับผิดชอบ และแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

