สหรัฐบีบโลก ตัดเส้นเลือด‘อิหร่าน’ ห้ามทุกปท.ช่วยเหลือ

สหรัฐบีบโลก
ตัดเส้นเลือด‘อิหร่าน’
ห้ามทุกปท.ช่วยเหลือ
สหรัฐฯประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อศัตรู มุ่งตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนอิหร่าน ขู่ทั่วโลกห้ามทำธุรกิจกับอิหร่าน ไม่เว้น ‘จีน’ ฮึ่มใครท้าทายจะถูกตัดออกจากระบบการเงินสกุลดอลลาร์ ด้านรบ.เตหะรานโต้เดือด หยามวอชิงตันไร้ศักยภาพ มั่นใจปท.คู่ค้าสำคัญจะต่อต้าน โดยเฉพาะจีน-รัสเซียไม่ยอมรับแน่
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมว่า นายสกอตต์ เบสเซนต์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ให้คำมั่นจะเปิดเผยมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นต่อประเทศที่เผชิญการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเนื่องนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ว่ารุ่งอรุณเริ่มต้นวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการโจมตีทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อศัตรู
นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงว่า สหรัฐฯขอออกประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) โดยหวังให้มาตรการนี้ตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ที่ค้ำจุนเหนือประเทศอิหร่าน เบสเซนต์ออกแถลงการณ์มาตรการที่เขาอธิบายว่าเป็นการ ดีเดย์ ทางเศรษฐกิจ หรือ economic D-Day ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อมอบคำเตือนครั้งสุดท้ายแก่ประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน มิเช่นนั้น บริษัทและองค์กรสำคัญของพวกเขาอาจถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์
“เรากำลังเปิดฉากบุกโจมตีทางเศรษฐกิจต่อเครือข่ายทางการเงินของอิหร่านทั่วโลก เป้าหมายของเราคือการตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนระบอบทรราชนี้ จนกว่ารัฐบาลเตหะรานจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว”รมว.คลังสหรัฐกล่าว และว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯแกะรอยเครือข่ายผู้ให้การสนับสนุน และช่องทางการเงินที่อิหร่านใช้ลักลอบขนส่งน้ำมันและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรไว้หมดแล้ว และวอชิงตันจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเล่นงานทุกแหล่งที่มาของรายได้ที่ผิดกฎหมายของอิหร่าน
เบสเซนต์ปฏิเสธระบุประเทศเป้าหมาย และไม่ได้เปิดเผยว่ามาตรการลงโทษจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด กระทรวงการคลังประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อบุคคล นิติบุคคลและเรือ 60 ราย แต่ไม่มีสถาบันการเงินของจีนที่ต้องสงสัยว่าอำนวยความสะดวกในการค้าขายน้ำมันของอิหร่าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯที่จะกดดันให้อิหร่านยุติการโจมตีเรือสินค้าในอ่าวเปอร์เซีย และทะเลแดงผ่านกองกำลังตัวแทนอย่างกลุ่มฮูตี หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯกับอิสราเอล ทำให้สงครามในตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ อิหร่านอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรหลายชั้นจากสหรัฐฯและนานาชาติมาหลายทศวรรษ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สามารถยับยั้งผู้นำอิหร่านได้ และอิหร่านออกมายืนยันว่า มาตรการล่าสุดของสหรัฐฯนี้จะให้ผลตรงกันข้าม
หลังการออกแถลงการณ์ของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯประกาศดีเดย์มาตรการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจทุกเส้นที่ค้ำจุนอิหร่าน เป้าหมายเพื่อมอบคำเตือนครั้งสุดท้ายแก่ประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน มิเช่นนั้น บริษัทและองค์กรสำคัญของพวกเขาอาจถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์นั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า อิหร่านออกมาให้คำมั่นว่าจะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯแบบขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งรัฐบาลเตหะรานมั่นใจว่าคู่ค้าสำคัญจะต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐฯ
ด้านอาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่านกล่าวว่า เราพร้อมรับมือมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯอย่างเต็มที่ สหรัฐฯตั้งใจโจมตีอิหร่านด้วยการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ แต่เราก็มีเครื่องมือของเราและรู้วิธีรับมือ รัฐบาลวอชิงตันไม่ควรคาดหวังว่า อิหร่านจะเป็นฝ่ายตั้งรับและป้องกันตนเองเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต อีกทั้งทั้งจีนและรัสเซียต่างไม่ยอมรับมาตรการของสหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าประเทศอื่นจะต่อต้านมาตรการเหล่านั้นด้วย
ขณะที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟประธานรัฐสภาอิหร่าน และเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจากับสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐไม่ได้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากพอ ที่จะจำกัดความสัมพันธ์กับประเทศอื่นเพิ่มเติมในเรื่องนี้
ด้านพลจัตวา ฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ประกาศจะโจมตีอย่างหนักต่อผลประโยชน์ที่สำคัญของสหรัฐฯ และจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านถูกคุกคาม
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ กำลังดิ้นรนเพื่อยุติสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานสูงขึ้น และดูเหมือนว่ากำลังหวังว่าจะใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม แม้ว่าอิหร่านจะอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติมานานหลายทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้นำของอิหร่านย่อท้อ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

