เมื่อ ‘จีนเทา’ ซื้อ ‘พ่อไทย’ ให้เป็น ‘พ่อทิพย์’

ในเดือนเมษายนของปีนี้ เกิดเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งสังคมไทยยังไม่ค่อยให้ความสนใจนัก ทั้งๆ ที่เป็น “สนิม” กัดกิน “ความมั่นคงของประเทศ” จาก “ภายใน” ที่หากปล่อยไว้นานเข้า ไม่น่าจะดีแน่
มันเริ่มต้นจาก “กรมการปกครอง” กระทรวงมหาดไทย ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า “มีขบวนการลักลอบออกใบสูติบัตรให้คนไร้สัญชาติสวมรอยเป็นคนไทย” จึงลงพื้นที่แกะรอยจนพบข้อมูลผิดปกติในระบบ
ข้อมูลผิดปกติในระบบที่ว่านั้น ชี้เป้าไปที่ “สำนักงานทะเบียนเขตธนบุรี” กรุงเทพมหานคร
จึงได้ประสานทีมสืบสวนเข้าลากไส้ขบวนการนี้ จนพบว่ามี “ปรสิตบัดซบ” ในคราบของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ร่วมมือกับ “คนนอก” รับงานปลอมแปลงเอกสารใบสูติบัตรอย่างอุกอาจ นำไปสู่การรวบตัวผู้ต้องหา 2 กลุ่ม คือ
ผู้ต้องหากลุ่มที่ 1 : เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดสำนักงานทะเบียนเขตธนบุรี จำนวน 1 ราย ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จและฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
ผู้ต้องหากลุ่มที่ 2 : เป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 5 ราย ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
เดินออกจากเขาวงกตของ “ภาษากฎหมาย” ข้างต้น เราสามารถเรียกพฤติกรรมเลวทรามที่เกิดขึ้นได้ว่า...
มีการออก “ใบเกิด” ด้วยข้อมูลปลอม ใช้ชื่อชายไทยเป็นพ่อ เพื่อให้เด็กที่เกิดได้สัญชาติไทย จนสื่อใช้คำในข่าวว่า “พ่อทิพย์”
“พ่อทิพย์” คือ ขบวนการทุจริตสวมสิทธิ์ทางทะเบียนและสูติบัตรไทย โดยใช้ชายไทยรับจ้างเป็นพ่อปลอมเพื่อให้เด็กต่างชาติ (เช่น ทุนจีนสีเทา) ได้สัญชาติไทย ซึ่งสร้างปัญหาต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ
ขบวนการนี้ จะเรียกเก็บเงินหลักแสนบาท (ประมาณ 90,000–110,000 บาท) เพื่อจัดหา “พ่อทิพย์” มาลงชื่อรับรอง เด็กแรกเกิดว่าเป็นบุตร มีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างนายหน้า เจ้าหน้าที่เวชระเบียนของโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ในการแก้ไขเอกสารรับรองการเกิด (ทร. 1/1) และออกสูติบัตรโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือสอบสวนพยานตามกฎหมาย
กลุ่มทุนต่างชาติสีเทาเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนมาสู่การซื้อ “สูติบัตรปลอม” เพื่อจะได้ใช้สัญชาติไทยของเด็กเหล่านี้เป็นใบเบิกทางในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และทำธุรกิจในไทยได้ 100% เหมือนคนไทย หลบเลี่ยงกฎหมายควบคุมการลงทุนของต่างชาติ ในวันข้างหน้า
เขาใช้เงินเทา จ้างพ่อไทย ให้เป็นพ่อทิพย์
เป็นการลงทุนที่ใจเย็น แต่รอวัน “กินรวบประเทศไทย”
เป็นการ “ฟอกเงินสกปรก” ผ่าน “เด็กคนหนึ่ง” ที่จะค่อยๆ เติบโต และได้รับสิทธิในฐานะพลเมืองของราชอาณาจักรไทย
โดยมีคนไทยบัดซบ รับเงิน-รับงาน สกปรก จนกลายเป็นขบวนการ ทำกันอย่างย่ามใจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย
จุดอ่อนอยู่ที่ ไม่มีใครเอาจริงเอาจังต่อการตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดมาก่อน ทั้งยังขาดการบูรณาการการตรวจสอบเอาผิดของหน่วยงานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป็นทีมเฉพาะกิจขึ้นมา มีหน้าที่ทีม ที่ค่อยสั่งการ ติดตามผล และรายงานไปยัง “รัฐมนตรี” หรือ “นายกรัฐมนตรี” หัวหน้าชุดเฉพาะกิจนี้ ในฐานะที่เป็น “วาระแห่งชาติ”
นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เป็นคนหนึ่งที่นำพาคณะกรรมาธิการเข้าติดตาม ตรวจสอบ และไล่จี้ให้คนที่มีหน้าที่โดยตรง สนใจ และเร่งจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง
ล่าสุด ได้เชิญตัวแทนจาก กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับกรรมาธิการ ภายหลังจากก่อนหน้านี้ คือ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 กทม. ส่งตัวแทนมาชี้แจงว่า เมื่อได้ตรวจสอบย้อนหลังกลับไป 5 ปี พบว่า มีการออกสูติบัตรหรือใบเกิดประมาณ 500 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย มาถึงวันที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม (3 กันยายน 2569) ได้ตรวจย้อนไปตั้งแต่ปี 2569 - 2560 พบจำนวน 879 ราย ใน 29 เขต และสำรวจมาแล้วว่าเป็นเท็จ ได้ดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรไปแล้ว 27 ราย อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 810 ราย โดยก็มีการดำเนินการ ทั้งการตรวจดีเอ็นเอ และบางคนก็สารภาพเอง ขณะที่ข้าราชการมีอยู่ประมาณ 3 - 4 เขต ซึ่งที่เขตธนบุรี มีการให้ออกจากราชการไว้ก่อน และมีการสอบสวน ส่งคดีไปยัง สน. ท้องที่
ขณะที่ กรมการปกครอง พบตัวเลขที่น่ากลัวกว่านั้นซึ่งย้อนหลังจากปีปัจจุบันไปถึงปี 2555 พบตัวเลขบุคคลที่น่าสงสัย มีความน่าจะเป็นว่ามีพ่อเป็นคนไทย และมีแม่เป็นคนต่างด้าว ซึ่งเป็นคนจีนประมาณ 10,000 กว่าราย ซึ่งได้ขอเอกสารไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบต่อ โดยน่ากลัวตรงที่ว่า ปัจจุบันเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการให้พ่อ หรือแม่ตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งกรรมาธิการให้ข้อเสนอแนะไปว่าควรจะต้องออกระเบียบบังคับให้มีการตรวจให้ชัดเจน เพราะกระบวนการดังกล่าว หากพ่อแม่ไม่ยินยอมให้ตรวจ ก็จะแขวนเอาไว้ในทะเบียนราษฎรเท่านั้น ซึ่งอีก 5 ถึง 6 ปี เด็กต้องสงสัยเหล่านี้ ก็จะบรรลุนิติภาวะ สามารถถือครองทรัพย์สินได้
นายสกลธียังกล่าวถึงการให้ข้อมูลของผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่า ขณะนี้ที่ตรวจชัด มี 10 โรงพยาบาลเอกชน อย่างในโรงพยาบาลเขตธนบุรี พบถึง 164 ราย ที่ต้องสงสัย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และขอติงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข เพราะ 10 โรงพยาบาลที่เข้าไปตรวจ เพราะตำรวจส่งเอกสาร และหลักฐานให้ไปตรวจ แต่อีกหลายโรงพยาบาล ยังไม่มีการตรวจสอบ ไม่ใช่การทำงานเชิงรุก แต่เป็นเชิงรับ จึงมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทำงานเชิงรุกได้แล้ว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
“หากมองย้อนกลับไป มี 10,000 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตด้านหน้า หรือย้อนหลังไปมากกว่านั้น เด็กที่สามารถบรรลุนิติภาวะ และสามารถทำธุรกรรม เราอาจจะมี สส. เป็นต่างด้าวที่เราไม่รู้ หรือเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตก็ได้ เป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้น อยากให้กระทรวงสาธารณสุขทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ เพราะมีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบอยู่แล้ว” นายสกลธี กล่าว
และว่า ส่วนข้อมูลจากฝ่ายตำรวจ มีการดำเนินการสืบสวนขยายผล โดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เป็นผู้ดูเรื่องนี้ แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถขยายผลไปได้ เพราะขณะนี้ เท่าที่ดู จับเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเท่านั้น เช่น ยังสาวไปไม่ถึงตัวการอื่น จึงอยากขอให้ละเอียดกว่านี้ และเชื่อว่าขบวนการนี้ ต้องมีเอเจนต์ หรือชาวจีนที่เข้ามาดำเนินการอย่างแน่นอน อีกทั้งยังสาวไปไม่ถึงโรงพยาบาล เพราะเส้นเงินหยุดอยู่แค่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่เขต โดยต้องให้ตำรวจขยายผลต่อ และ กมธ. จะขอข้อมูลเพิ่มเติม
นายสกลธี กล่าวอีกว่า บางโรงพยาบาลในช่วงไม่กี่ปีมีเหตุการณ์พ่อทิพย์ ที่เข้าข่ายต้องสงสัยเกือบ 200 กรณี ซึ่งผิดปกติ โดยทางกรมการปกครองได้ให้ข้อมูลมาว่าน่าตกใจว่า ตัวเลขในวันนี้เป็นแค่พ่อทิพย์ชาวไทย และแม่ชาวจีนเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลว่ายังมีสัญชาติอื่นด้วย อาจเป็นอินเดีย หรือเมียนมา ซึ่งยังไม่ได้ตรวจสอบ จึงอยากให้มีคณะทำงานในการขยายผลที่ใหญ่กว่านี้ และขณะนี้เรายังตอบไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ทำเพื่อถือครองสิทธิ์ หรือได้สิทธิ์คนไทยในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อ
เมื่อถามว่า ที่มีการพูดถึงว่าโรงพยาบาลรัฐเก็บข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนยังใช้การจดบันทึกอยู่นั้น ถือเป็นช่องโหว่ในการทุจริตหรือไม่ นายสกลธีกล่าวว่า มีโอกาส เพราะโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ ระบบการแจ้งเกิด หรือฐานข้อมูล เป็นอิเล็กทรอนิกส์หมดแล้ว แต่ของโรงพยาบาลเอกชน ยังเป็นการเขียนด้วยลายมืออยู่ ซึ่งก็เป็นข้อเสนอแนะที่กรมการปกครอง เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขทำระบบให้เหมือนโรงพยาบาลรัฐ อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บอกว่าโรงพยาบาลรัฐไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ตรวจเท่านั้น
นายสกลธีกล่าวว่า หากตรวจทั้งหมด แทบจะมีเกือบทุกโรงพยาบาลก็ว่าได้ เพราะตอนนี้เป็นการทำงานเชิงรับของฝ่ายรัฐ และมั่นใจว่ามีมากกว่า 10 โรงพยาบาลแน่นอนซึ่งเป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงระดับชาติอย่างแท้จริง
4 วิกฤตใหญ่ที่จะเกิดขึ้นใน 10 ปีข้างหน้า ถ้ายังปล่อยปละละเลยเรื่องนี้กันอยู่ คือ
1) เด็กที่เกิดจาก “พ่อทิพย์” ในวันนี้ จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะในอีก 10-18 ปีข้างหน้า พวกเขาจะสามารถจัดตั้งบริษัท ถือหุ้น 100% และซื้อที่ดินใจกลางเมือง หรือภาคเกษตรกรรมได้อย่างถูกกฎหมาย โดยที่เม็ดเงินกำไรทั้งหมดถูกส่งกลับประเทศต้นทางของทุนสีเทา
2) ทุนต่างชาติสีเทาจะใช้สิทธิ์สัญชาติไทยเปิดร้านค้าโรงงาน และบริการขนส่ง โดยนำเข้าสินค้าต้นทุนต่ำมากจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย ตัดราคาผู้ประกอบการท้องถิ่น (SMEs) จนคนไทยแท้ๆ ต้องปิดกิจการและกลายเป็นเพียงลูกจ้าง
3) ธุรกิจนอมินีเหล่านี้ มักใช้ระบบการชำระเงินของตนเอง (เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัลต่างประเทศ) ทำให้รัฐบาลไทยไม่สามารถจัดเก็บภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เงินหมุนเวียนมหาศาลแต่ประเทศกลับยากจนลง
4) หากปล่อยไว้เป็นเวลา 10 ปี เม็ดเงินมหาศาลจากทุนสีเทาจะแทรกซึมและ “ซื้อ” เจ้าหน้าที่รัฐในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ระบบทะเบียนราษฎรของไทยจะขาดความน่าเชื่อถือในระดับสากล ส่งผลกระทบต่อพาสปอร์ตไทยในการเดินทางไปต่างประเทศที่จะถูกเพ่งเล็งและตรวจสอบเข้มงวดขึ้น
ทางออกและการแก้ไขปัญหา
ภาครัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : ต้อง “บูรณาการกวาดล้าง” เช่น เปิดปฏิบัติการ อาทิ “ถอดเกล็ดมังกร” เพื่อจับกุมเครือข่ายเจ้าหน้าที่รัฐ โรงพยาบาล และผู้รับจ้างเป็นพ่อทิพย์ รวมถึงขยายผลตรวจสอบโรงพยาบาลและสำนักงานเขตกลุ่มเสี่ยง
การตรวจสอบเชิงรุกของท้องถิ่น : กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงมหาดไทย ต้องออกคำสั่งระดมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการออกสูติบัตรและการจดทะเบียนสมรสในทุกสำนักงานเขตอย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นขบวนการสวมสิทธิ์และการทุจริตของเจ้าหน้าที่
อุดรูโหว่ระบบทะเบียนราษฎร : โดยเพิ่มความเข้มงวดในการพิสูจน์อัตลักษณ์ ตรวจสอบดีเอ็นเอ (DNA) หรือพยานหลักฐานความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่แท้จริง ก่อนอนุมัติสูติบัตรและสัญชาติให้รัดกุมยิ่งขึ้น
ทั้งหมดที่กล่าวมา หากไม่เร่งรีบทำในวันนี้ ก็เซ็นยกแผ่นดินไทยให้จีนเทา และอื่นๆ ที่ใช้วิธีการเดียวกัน ให้พวกมัน “ยึดประเทศไทย” ไปเสียเลย !!

