รายงานพิเศษ : ม.มหิดลมุ่งผลิตบัณฑิตคุ้มภัยแรงงานอุตสาหกรรมชาติ

ภาพเกม “วิ่งปิดตาเสี่ยงโชค” ในป่าใหญ่ ในภาพยนตร์ยุโรปแนวระทึกขวัญ ที่กล่าวขานกันไปทั่วโลกเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน “ไม่อาจเป็นจริงได้” ใน “แรงงานภาคอุตสาหกรรม” ที่ต้อง “ลงทุนด้วยชีวิต” หากปราศจากการเพ่งพินิจเรื่อง “ความปลอดภัย”
อาจารย์ ดร.สุเมธ เพ้งภูมิเกียรติ ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงหลักสูตรฯ ด้วยความภาคภูมิใจว่า
“หลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยมหิดลเป็น “หลักสูตรแรกของประเทศไทย” ที่จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายสำคัญในการ “คุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน”
หลักสูตรมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและข้อกำหนดของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 ได้ฝึกปฏิบัติงานอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ร่วมกับสถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรม เพื่อบูรณาการความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์ทำงานจริงก่อนสำเร็จการศึกษา
โดยผู้สำเร็จการศึกษานอกจากมีคุณวุฒิตามหลักสูตรกำหนด ยังถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับการได้รับแต่งตั้งเป็น “เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ” หรือ “จป.วิชาชีพ” ทำให้สามารถเริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยหลักสูตรมีอัตราการได้งานทำของบัณฑิตร้อยละ 100
นอกจากนี้ หลักสูตรยังได้รับการทบทวนและปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างเป็นระบบทุก 5 ปี พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำ เช่น WHA CP และ 3M เพื่อร่วมกันพัฒนาการเรียนการสอน การฝึกปฏิบัติงาน และประสบการณ์วิชาชีพให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมและความต้องการของประเทศ
ในด้านการฝึกปฏิบัติวิชาชีพ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชชัย ธนโชคสว่าง อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้อำนวยการฝึกปฏิบัติการภาคสนาม ปี 2568 กล่าวถึงกระบวนการฝึกงานของนักศึกษา ว่า
กระบวนการฝึกงานของหลักสูตรให้ความสำคัญกับ “ความมุ่งมั่นในการศึกษาและการฝึกปฏิบัติวิชาชีพ” ของนักศึกษาเป็นสำคัญ เพราะนอกจากการทุ่มเทศึกษาในชั้นเรียนแล้ว นักศึกษาต้องสามารถนำความรู้ทางทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างเหมาะสม
ตลอดระยะเวลาการฝึกงาน อาจารย์นิเทศก์จะติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินพัฒนาการของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ผู้รับผิดชอบการฝึกปฏิบัติภาคสนาม และผู้ควบคุมการฝึกงานจากสถานประกอบการ เพื่อให้การประเมินครอบคลุมทั้งความรู้ ทักษะการปฏิบัติการ ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความเป็นวิชาชีพ
สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จะได้รับการพัฒนาต่อยอดจากประสบการณ์ฝึกปฏิบัติในชั้นปีที่ 3 โดยต้องจัดทำโครงการที่ตอบสนองต่อปัญหา หรือความต้องการของสถานประกอบการ พร้อมนำเสนอแนวคิด นวัตกรรม หรือแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
นอกจากนี้ หลักสูตรยังมีแผนขยายระยะเวลาการฝึกงานจาก 3 เดือนเป็น 4 เดือนในอนาคตอันใกล้ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการพัฒนาทักษะวิชาชีพ เสริมสร้างความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และสอดรับกับนโยบายการพัฒนากำลังคนของประเทศ
ความสำเร็จของบัณฑิต และนักศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างความรู้ในชั้นเรียนกับการปฏิบัติงานจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายปฤณ ธาดานันทกิจ บัณฑิตหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหนึ่งในตัวอย่างของบัณฑิตที่สร้างชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัย จากการพัฒนานวัตกรรม “แดชบอร์ดเตือนภัย” ซึ่งรวบรวมและแสดงข้อมูลความเสี่ยงจากทุกแผนกไว้บนหน้าจอเดียว ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถติดตามสถานการณ์และนำข้อมูลไปใช้ในการป้องกันอันตรายได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอผลงานโปสเตอร์เรื่อง “ระบบรายงานการประสบอันตรายจากการทำงานของประเทศไทย” ต่อกระทรวงแรงงาน โดยพัฒนากระบวนการรายงานจากเดิมที่ต้องจัดทำเอกสารถึง 4 ฉบับ ให้สามารถบันทึกข้อมูลและดำเนินการได้อย่างครบถ้วนในขั้นตอนเดียวผ่านระบบออนไลน์ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพในการรายงานข้อมูล
ด้าน นางสาวกรวรรณ เย็นอารมย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของหลักสูตร ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการฝึกงานในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ว่า การปฏิบัติงานในทุกขั้นตอนต้องยึดหลัก “ไม่ประมาท” โดยเฉพาะกระบวนการผสมแป้ง ซึ่งอาจทำให้ฝุ่นจากวัตถุดิบฟุ้งกระจายในอากาศ หากเครื่องจักร ระบบควบคุมฝุ่น หรือมาตรการป้องกันไม่ได้มาตรฐาน ฝุ่นที่แขวนลอยอยู่ในอากาศเมื่อสัมผัสกับประกายไฟ หรือแหล่งจุดติดไฟ อาจนำไปสู่การเกิด “ฝุ่นที่ติดไฟได้” (Combustible Dust) และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงได้
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้นักศึกษาได้ตระหนักว่า ความรู้ที่ศึกษาในชั้นเรียนมิได้เป็นเพียงหลักการทางทฤษฎี แต่เป็นพื้นฐานสำคัญในการสังเกตอันตราย ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสมในสถานประกอบการจริง
“เพราะทุกชีวิตมีความหมาย หากไม่ละทิ้งเรื่องความปลอดภัย จะไม่นำไปสู่ความสูญเสีย”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

