คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

รัฐบาลต้องถอนรากถอนโคน‘ยิว’
เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยเนรเทศ“นายยาคอฟโอฮะยอน” ชาวยิวอิสราเอล ออกจากประเทศไทย แบบ“เชือดไก่ให้ลิงดู” เพราะถ้าหากนายยาคอฟไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ ก็ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศได้ภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันทราบคำสั่ง
นายยาคอฟ โอฮะยอน ผู้นี้ นับเป็นยิวอิสราเอลคนแรกที่ถูกสั่งเนรเทศออกจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่เกิดข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ว่าชาวยิวอิสราเอลหลั่งไหลเข้ามาลงหลักปักฐานในประเทศไทยตามจังหวัดต่างๆ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เช่นที่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, อำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น
โดยชาวยิวอิสราเอลที่เข้ามาลงหลักปักฐานในพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ ได้อาศัยคนไทยเป็น“นอมินี” ทั้งกว้านซื้อที่ดิน และดำเนินธุรกิจหลายอย่างเพื่อรองรับชุมชนชาวยิวของตน เช่น เป็นเจ้าของกิจการรีสอร์ท เป็นเจ้าของร้านอาหาร มีการตั้งโรงเรียน ตั้งโบสถ์ยิว (Chabad House) ซึ่งทำให้คนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลว่า วันข้างหน้าชาวยิวเหล่านี้อาจจะตีขลุมว่าพื้นที่ที่ตนเองได้ลงหลักปักฐาน คือ“ดินแดนพันธสัญญา” โดยล่าสุดก็ยังปรากฏเป็นข่าวครึกโครมว่ามีการสร้างสุสานฝังศพชาวยิวที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และชาวบ้านในพื้นที่กำลังต่อต้านอยู่ในขณะนี้
ปมเหตุของการสั่งเนรเทศนายยาคอฟ โอฮะยอน ออกจากประเทศไทศไทยโดยคำสั่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่ากากระทรวงมหาดไทย สืบเนื่องมาจากเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นางสาวจินดารัตน์ สัตยาพันธ์ เจ้าของกิจการสวนสัตว์ “สมุยเอ็กโซติก ปาร์ค” ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจภูธรอำเภอเกาะสมุย และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่าถูกชายชาวยิวอิสราเอลใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Mr.Jacob Ohayon” ส่งข้อความข่มขู่เอาชีวิตพร้อมตั้งค่าหัว 5 แสนบาท
นางสาวจินดารัตน์ สัตยาพันธ์ ร้องทุกข์ต่อตำรวจว่าก่อนมีการโพสต์ข่มขู่ลงเฟซบุ๊กนั้น มีนักท่องเที่ยวชาวยิวแสดงพฤติกรรมไม่เคารพกฎของสวนสัตว์ ทั้งการไม่ชำระเงินพยายามขอเงินคืน และมีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ จนต้องตัดสินใจติดธงเพื่อไม่รับกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าพื้นที่ แต่หลังจากนั้น กลับมีข้อความข่มขู่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งขู่ว่าจะทำร้ายคนในครอบครัว เผาบ้าน และจะเผาสวนสัตว์ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว และสัตว์ที่ดูแลอยู่
นอกจากนั้น นางสาวจินดารัตน์ สัตยาพันธ์ เจ้าทุกข์ยังแจ้งต่อตำรวจด้วยว่า ที่ผ่านมาเคยถูกกล่าวอ้างจากบุคคลในกลุ่มดังกล่าวว่า เกาะสมุยเป็นของอิสราเอล และสามารถทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ พร้อมทั้งยังแอบอ้างว่า รู้จักตำรวจ และทนายความหลายคน จึงทำให้ตนเกิดข้อกังขาว่า เหตุใดบุคคลเหล่านี้มีความมั่นใจในการแสดงพฤติกรรมดังกล่าว และมีใครอยู่เบื้องหลังหรือให้การสนับสนุนหรือไม่
ในที่สุดหลังจากตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเกาะสมุย ได้ส่งสำนวนคดียื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ศาลฯได้มีคำพิพากษาว่า นายยาคอฟ โอฮะยอน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จึงสั่งจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท ทั้งนี้ จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ศาลฯลดโทษกึ่งหนึ่งให้จำคุก 15 วัน ปรับ 5,000 บาท และโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
ดังนั้น คำสั่งของกระทรวงมหาดไทยในเบื้องต้นนี้ จึงเป็นแค่“เชือดไก่ให้ลิงดู” เนื่องจากนายยาคอฟ โอฮะยอน ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศของกระทรวงมหาดไทยได้ ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปว่า เมื่อนายอนุทิน“สวมหมวก”ในบทบาทนายกรัฐมนตรี จะมีความเห็นเป็นประการใด
แต่ในเบื้องต้นนี้ ทันทีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามในคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน ก็ปรากฏว่า “อาจารย์หนวด”ของนายอนุทิน คือ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ซึ่งเวลานี้กลายเป็นเจ้าเก่าขาประจำคู่ปรับตลอดกาลของนายอนุทินไปแล้ว ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา จากการตั้งหัวเรื่องว่า “เมื่อคำสั่งเนรเทศหนึ่งใบถูกเป่าให้เป็นมหากาพย์ของรัฐบาล” โดยระบุว่า การลงนามในคำสั่งเนรเทศนายยาคอฟนั้น เป็นการทำหน้าที่ตามปกติของฝ่ายบริหารเมื่อศาลได้พิพากษาตัดสินแล้ว หาใช่ “การกอบกู้ประเทศจากมหันตภัย“แต่อย่างใดไม่
อีกประการหนึ่ง ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต หรือ“อาจารย์หนวด”ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล มักเรียกขาน ก็ยังชี้ว่า การกระทำดังกล่าวของนายอนุทิน ก็มิใช่วีรกรรมเหนือสามัญที่จะนำมา“ประโคมเสียงกลอง”ให้สะเทือนไปทั้งแผ่นดินด้วยเช่นกัน ซึ่ง ดร.พิชายบอกว่า “ปัญหามิได้อยู่ที่การเนรเทศบุคคลผู้นี้ เพราะหากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย รัฐก็ต้องดำเนินการ ปัญหาอยู่ที่มาตรวัดผลงานของรัฐบาลกำลังหดสั้นลงเพียงใด จนการจัดการชาวต่างชาติหนึ่งคนสามารถถูกนำเสนอประหนึ่งเป็นหลักฐานว่ารัฐบาลกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศอย่างเข้มแข็ง”
ความเด็ดขาดเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยของประเทศที่ประชาชนกำลังรอคอยนั้น ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กล่าวว่า “มิใช่เพียงความเด็ดขาดต่อคนต่างด้าวที่ไร้รากฐานทางการเมืองในประเทศไทย แต่คือความเด็ดขาดต่อผู้มีอิทธิพลซึ่งมีเส้นสายความเด็ดขาดต่อผู้ทุจริตซึ่งมีอำนาจ ความเด็ดขาดต่อเครือข่ายที่แทรกตัวอยู่ในรัฐ และความเด็ดขาดต่อพวกพ้องที่ยืนอยู่ใกล้เก้าอี้ของผู้สั่งการ การใช้อำนาจกับคนที่ไม่มีอำนาจ ย่อมง่ายกว่าการใช้อำนาจกับคนที่ร่วมวงอำนาจเดียวกันเสมอ”
วันนี้วันที่ 7 กันยายนต้องจับตาดูอีกหนึ่งความเคลื่อนไหว ของ“สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งจะจัดแถลงข่าว ที่“บ้านพระอาทิตย์” เพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวภายใต้แนวคิด“เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยมีเป้าอยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล และจากการประกาศของ“สนธิ”ผ่านเพจ“คุยทุกเรื่องกับสนธิ” เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมายังได้บอกด้วยว่า “เหนื่อยหน่อยนะอนุทิน ถ้าจะสู้กับคนไม่กลัวอย่าง‘สนธิ’ กับประชาชนที่แบกภาระทุกข์หนัก ขณะที่ประชาชนฝั่งคุณรวยไม่ไหว ขี่ประเทศอยู่ จึงต้องเอาประเทศไทยของเราคืนมา”
ประเด็น“ยิวอิสราเอล”ก็เป็นหนึ่งในปัญหาการเคลื่อนพลประกาศชักธงรบของ“สนธิ ลิ้มทองกุล”ในครั้งนี้
ด้วย ซึ่ง“สนธิ”ระบุไว้ในเพจ“คุยทุกเรื่องกับสนธิ”ว่า “ประเด็นการให้ท้ายกลุ่มทุนต่างชาติและยิวเทา คุณอนุทินไม่ต้องตีหน้าเซ่อ...คุณต่างหากที่เป็นคนให้ท้ายคนยิวในการกว้านซื้อที่ดินตั้งชาบัด (Shabbat) สร้างชุมชนของตัวเองทั้งที่ปาย เกาะพะงัน เกาะสมุย สุขุมวิท ถนนพระอาทิตย์ และภูเก็ต ทั้งจีนเทา ยิวเทา ต่างชาติใช้ช่องว่างกฎหมายซื้อที่ดิน แต่พวกคุณกลับนั่งทับขี้พวกนี้ในตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี”
ถึงที่สุดแล้วปัญหา“ยิวอิสราเอล” คือวาระแห่งชาติที่รัฐบาลจะต้องจัดการให้เด็ดขาดแบบถอนรากถอนโคน!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

