'ปฐม อินทโรดม' ถอดรหัสทำไมคนเรามองอนาคต AI ไม่พร้อมกัน

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า บ้านเราวันนีั ยิ่งเห็นคนพูดว่า AI ถูกปั่นจนเว่อร์เกินจริงมากเท่าไร ผมกลับยิ่งเห็นองค์กรจริง ๆ เร่งลงทุนมากขึ้นเท่านั้น ของบางอย่างไม่ได้มีปัญหาว่าจะมีคนเอาหรือเปล่า แต่มีปัญหาว่า “ของจะมาเมื่อไร”
มันเลยเกิดภาพตลกร้ายขึ้นมา โลกข้างหนึ่งกำลังบอกว่า “อย่าปั่น! AI ยังอีกไกล” แต่อีกโลกหนึ่งกำลังแย่งกันซื้อเครื่อง หา GPU ทดลอง Agent และรีบเอาระบบเข้าใช้งานจริง ที่ประหลาดที่สุดคือ ทั้งสองโลกนี้อยู่ในประเทศเดียวกัน
ผมอยู่ในวงการนี้และเขียนวิเคราะห์เรื่อง AI ค่อนข้างบ่อย จนช่วงหลังเริ่มมีคนแซะว่าผมเป็น “สายปั่น AI” ชอบทำให้คนตื่นกลัว ทำเหมือน AI จะเปลี่ยนโลกพรุ่งนี้ เดี๋ยวคนตกงาน เดี๋ยวธุรกิจต้องปรับตัว ทั้งที่ของจริงยังไม่ได้เก่งขนาดนั้น บางคนบอกว่าสิ่งที่ผมเขียนเว่อวังเกินจริง และหลายเรื่องไม่มีทางเกิดขึ้นเร็วอย่างที่พูด
เมื่อก่อนผมพยายามอธิบายครับ แต่ช่วงหลังผมเริ่มเข้าใจคนที่คิดแบบนั้นมากขึ้น เพราะถ้าสิ่งที่คุณเห็นคือ ChatGPT ที่ยังตอบผิด หุ่นยนต์ที่ยังเดินเซ และงานที่ AI ทำเสร็จแล้วยังต้องมีคนตรวจ คุณจะรู้สึกว่า “ยังอีกไกล” ก็ไม่แปลกเลย
ปัญหาคือสิ่งที่ผมเห็นในชีวิตประจำวันกลับเป็นอีกภาพหนึ่ง เวลาไปบรรยายเรื่อง AI ช่วงหลังผมมักพูดขำ ๆ ว่า “วันนี้ไม่ได้มาขายของนะครับ เพราะไม่มีของให้ขาย” อุปกรณ์ AI บางรุ่นอย่าง DGX Spark ที่บริษัทผมเป็นผู้จัดจำหน่าย มีความต้องการสูงจนของที่ได้รับจัดสรรมีคิวยาวข้ามปี
ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อบอกว่าสินค้าตัวหนึ่งขายดี แต่เพราะมันสะท้อนภาพที่ผมเห็นอยู่ทุกวันได้ดีที่สุด ขณะที่โลกข้างนอกยังเถียงกันว่า AI เป็น Hype หรือเปล่า โลกข้างในกลับกำลังเถียงกันว่าใครจะได้ของก่อน
องค์กรที่ผมเจอก็เปลี่ยนคำถามไปมากแล้ว เมื่อก่อนถามว่า “AI เอาไว้ทำอะไร?” วันนี้หลายแห่งถามว่าจะเริ่มจากงานไหน ข้อมูลจะเก็บอย่างไร จะเชื่อมกับระบบเดิมอย่างไร และเมื่อไรจะเอาเข้าใช้งานจริง เพื่อนในวงการก็ปล่อยของใหม่กันจนผมเองยังตามแทบไม่ทัน สิ่งที่เมื่อปีที่แล้วยังเป็น Demo วันนี้เริ่มถูกเอาไปทำงานจริงแล้ว
หุ่นยนต์ก็เป็นตัวอย่างที่ชัด เมื่อก่อนเราเห็นมันเดินเซ ๆ เต้นแร้งเต้นกาอยู่ตาม Event แล้วก็ยืนหัวเราะกัน วันนี้บางตัวกำลัง POC อยู่ในโรงงานจริง แน่นอนว่ามันยังไม่สมบูรณ์ ยังทำพลาด และบางตัวก็ยังดูตลกอยู่ แต่ผมคิดว่าคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “วันนี้มันเก่งแค่ไหน?”
คำถามที่ผมสนใจมากกว่าคือ “มันเก่งขึ้นเร็วแค่ไหน?”
สองคำถามนี้ดูคล้ายกัน แต่ทำให้เรามองอนาคตต่างกันมาก คนหนึ่งเห็นข้อผิดพลาดของ AI วันนี้ จึงสรุปว่า “ยังอีกไกล” ขณะที่อีกคนเห็นความสามารถของมันเมื่อปีที่แล้วเทียบกับวันนี้ แล้วเริ่มถามว่า “ถ้ามันพัฒนาเร็วแบบนี้ต่อไป อีกสองปีงานของเราจะหน้าตาอย่างไร?”
นี่แหละครับที่ทำให้ผมคิดว่า คนสองกลุ่มไม่ได้มีใครผิด เราเพียงได้รับสัญญาณจากอนาคตไม่พร้อมกัน คนหนึ่งเห็น AI ผ่าน ChatGPT ที่ยังตอบผิดอยู่บ้าง แต่อีกคนเห็น AI ผ่านโครงการที่กำลังเกิดขึ้นจริง องค์กรที่กำลังลงทุน เครื่องที่ของไม่พอ และงานบางอย่างที่เมื่อปีที่แล้วยังต้องใช้คน แต่วันนี้เริ่มมี AI เข้าไปทำ
ไม่มีใครผิดครับ เราแค่ได้รับสัญญาณจากอนาคตไม่พร้อมกัน
ผมคิดว่าเทคโนโลยีใหญ่แทบทุกคลื่นเคยมีช่วงเวลาประหลาดแบบนี้ อินเทอร์เน็ตเคยผ่าน สมาร์ตโฟนเคยผ่าน Cloud ก็เคยผ่าน ช่วงแรกจะมีคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่า “มันมาแล้ว” ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังถามว่า “มันจำเป็นตรงไหน?”
จนวันหนึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่ามันสำคัญ แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้จากเทคโนโลยีเหล่านี้คือ วันที่ทุกคนเห็นตรงกัน มักไม่ใช่วันแรกของการเปลี่ยนแปลง แต่มักเป็นวันที่การเปลี่ยนแปลงเดินทางมาไกลแล้ว
ผมไม่ได้เชื่อว่า AI จะทำได้ทุกอย่าง ไม่ได้เชื่อทุก Demo ไม่ได้เชื่อทุก Benchmark ไม่ได้คิดว่าทุกอาชีพจะหายไป และไม่ได้คิดว่าทุกบริษัทต้องรีบลงทุน AI วันนี้ ผมเองก็วิจารณ์ Hype ของวงการนี้อยู่บ่อย ๆ แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมทำไม่ได้ คือเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน แล้วกลับมาเขียนว่า “ไม่ต้องห่วงครับ ยังอีกนาน”
ถ้าผมเห็นองค์กรลงทุนจริง เห็นคนเอาไปใช้จริง เห็นความต้องการเกิดขึ้นจริง เห็นเทคโนโลยีพัฒนาเร็วจริง แล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็น ผมว่าผมกำลังโกหกคนอ่านมากกว่า ผมอาจมองผิดก็ได้ และบางเรื่องที่ผมคาดการณ์อาจไม่เกิดขึ้น แต่ผมคงต้องเขียนตามสิ่งที่ผมเห็น
และนั่นทำให้ช่วงหลังผมเริ่มคิดว่า จากนี้อาจเขียนเรื่อง AI ให้น้อยลง บางเรื่องอาจไม่เขียนเลย หรือบางเรื่องอาจเปิดให้อ่านเฉพาะเพื่อนหรือคนในแวดวงเดียวกัน ไม่ใช่เพราะน้อยใจครับ แต่เพราะผมเพิ่งเข้าใจว่า คนเราไม่สามารถถูกบังคับให้เห็น สิ่งที่ยังเดินทางมาไม่ถึงโลกของตัวเองได้
บางทีผมอาจกลับไปเขียนเรื่องชีวิต เรื่องลูก เรื่องการทำงาน หรือเรื่องอะไรที่อ่านแล้วหัวเราะกันได้ง่ายกว่า แถม Engagement ดีกว่ากันหลายเท่าเสียอีก ส่วนเรื่อง AI บางเรื่องก็คงเก็บไว้คุยกับคนที่กำลังเห็นภาพเดียวกัน
เพราะประเทศไทยวันนี้อาจไม่ได้แบ่งเป็นคนที่ “เชื่อ AI” กับคนที่ “ไม่เชื่อ AI” หรอกครับ เราอาจแค่กำลังใช้ชีวิตอยู่ใน “เวลา” ที่ต่างกัน กลุ่มหนึ่งยังถามว่า “มันจะมาจริงหรือ?” ขณะที่อีกกลุ่มเริ่มถามไปแล้วว่า “มันมาแล้ว แล้วเราจะตามมันทันไหม?”
ผมไม่ได้รู้หรอกครับว่าใครมองอนาคตถูกกว่า เวลาเท่านั้นที่จะตอบได้ ผมเพียงหวังว่า วันที่คำถามของคนกลุ่มแรกเปลี่ยนมาเป็นคำถามเดียวกับคนกลุ่มหลัง เราจะยังมีเวลาเหลือพอให้วิ่ง
เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่การตื่นกลัว AI เร็วเกินไป
แต่อาจเป็นการตื่นขึ้นมา ในวันที่คนอื่นวิ่งไปไกลแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

