ยกคดีฮั้วสว.รุมจี้ตัดงบ สับเละกกต. ‘สนธิ’บุกสถานทูตยิว ยื่น4ข้อจัดการเร่งด่วน

มาตามนัด “สนธิ” นำมวลชน“ทวงคืนประเทศไทย” รวมตัวชุมนุมหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ยื่นหนังสือถึงสถานทูตอิสราเอลเรียกร้องให้แก้ไขและปราบปรามปัญหาทุนต่างชาติครองอสังหาริมทรัพย์และใช้นอมินีไทยอย่างเด็ดขาด เตรียมเดินสายทั่วประเทศ ปักป้ายเตือน กกต.หากมีมติสวนทางปชช.ปมฮั้วสว.เจอระดมพลลงถนน18-19ก.ย.แน่ สภาฯถกงบฯ70วันสุดท้าย ‘ฝ่ายค้าน’รุมถล่มงบสตช.งบจัดซื้อชุดEODแพง15เท่า’พริษฐ์’ได้ทีขย่มกกต.กลางสภางบองค์กรอิสระ โยงพิรุธปมคดีฮั้ว สว.พาดพิง ภูมิใจไทย ลุกประท้วงวุ่นตอบโต้เดือด
‘สนธิ’นำทัพ‘ทวงคืนประเทศไทย’
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ บริเวณด้านหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 (Ocean Tower ll) ซึ่งสถานทูตอิสราเอลตั้งอยู่ชั้น 25 สุขุมวิท 21 ซอย 3 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรวมกลุ่มของมวลชนภายใต้แนวคิด “ทวงคืนประเทศไทย” นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมด้วยทีมงานเครือข่ายแกนนำจำนวนมาก โดยประเดิมภารกิจแรกด้วยการเตรียมเดินทางเข้ายื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล เพื่อเรียกร้องแก้ไขปราบปรามปัญหาทุนต่างชาติอย่างเด็ดขาด หลังครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย และยังใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของคนไทย รวมถึงผู้ประกอบการที่ทำมาหากินในประเทศไทย
บรรยากาศคึกคัก-ความปลอดภัยเข้ม
บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มวลชนต่างพากันร้องเพลงเอาประเทศไทยของเราคืนมา พร้อมโบกสะบัดธงชาติไทย สวมเครื่องหัวเครื่องแต่งกายที่เป็นลายสีธงชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นโบติดผม สร้อยคล้องคอ มือตบ หมวก ผ้าพันคอ ทั้งยังถือป้ายข้อความกระดาษสะท้อนมุมมองความคิดเห็น อาทิ ไล่มันออกไปเอาประเทศไทยของเราคืนมา, ที่นี่ประเทศไทย, Thailand is not for sale เป็นต้น ส่วนในด้านการดูแลความปลอดภัย ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 กองร้อยน้ำหวาน มาช่วยอำนวยความสะดวกตรวจตราความเรียบร้อย นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ EOD เพื่อตรวจสอบวัตถุอันตรายด้วย
ยื่น4ข้อเรียกร้องสถานทูต-รบ.อิสราเอล
ทั้งนี้ นายสนธิ กล่าวข้อเรียกร้อง 4 ข้อไปยังสถานทูตและรัฐบาลอิสราเอล ได้แก่ ขอให้ควบคุมพลเมืองของตนเอง กำชับนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะเดินทางมาประเทศไทยให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่น, ต้องไม่ปกป้องคนทำผิด ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับพลเมืองอิสราเอลที่ก่อความเดือดร้อน โดยต้องไม่มีการใช้สิทธิทางการทูตมาแทรกแซง, ตรวจสอบการครอบครองที่ดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใต้กฎหมายไทยอย่างตรงไปตรงมา และส่งสารถึงรัฐบาลอิสราเอลให้ยุติการกระทำอันโหดเหี้ยมและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยทันทีไทยให้เกียรติผู้มาเยือน แต่ผู้มาเยือนต้องเคารพเจ้าของบ้าน หากผู้ใดเข้ามาละเมิดกฎหมาย ประชาชนไทยมีสิทธิและพร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมืองทุกมาตรการด้วยความกล้าหาญ
นายสนธิ กล่าวว่า หลังจากนี้ ตนพร้อมหมอวรงค์ และอาจารย์ปานเทพจะเริ่มเดินสายลงพื้นที่ต่างจังหวัด โดยในวันที่ 16 ก.ย. จะเดินทางลงพื้นที่หาดใหญ่ จากนั้นจะไปที่จังหวัดภูเก็ต ชลบุรี จันทบุรี และขอนแก่น เพื่อไปพบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
ดูมติกกต.ก่อนระดมพล18หรือ19ก.ย.
นายสนธิ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการชุมนุมว่า ต้องจับตาดูเหตุการณ์สำคัญ 2 ช่วง ช่วงแรกคือวันที่ 14 กันยายนนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คน มีมติเกี่ยวกับ สว. ออกมาในทิศทางสวนทางกับสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง หรือหาก กกต.บิดเบี้ยว ตนจะระดมเชิญชวนประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยออกมาจัดการชุมนุมใหญ่ทันที โดยอาจจะเป็นวันที่ 18 หรือ 19 กันยายนนี้ และยืนยันว่าจุดประสงค์ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลโดยตรง แต่ต้องการทำให้รัฐบาลนี้ทำงานอยู่อย่างไม่เป็นสุขพร้อมทั้งระบุว่า กกต.ทั้ง 5คนจะต้องติดคุกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 แบบ100% หากดำเนินการไม่โปร่งใส นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องทุนสีเทาและนอมินี โดยเสนอให้มีการแก้กฎหมายลงโทษรุนแรงขึ้นจากเดิม พร้อมระบุว่าตนพร้อมสนับสนุนข้อมูลในทุกเรื่องที่มีการกระทำผิดกฎหมาย และหากสถานการณ์ในวันที่ 14 กันยายนนี้ไม่เป็นที่น่าพอใจ การชุมนุมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
‘พิพัฒน์’ขอให้คิดถึงคนใช้รถ-ใช้ถนน
ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมภายใต้การนำของนายสนธิ จะกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ ว่า นายสนธิเชิญชวนลงถนนมาหลายครั้งแล้ว ถ้านายสนธิจะนำม็อบลงถนนแล้วอยู่ในที่ตั้ง ไม่ได้กระทบกับการเดินทางของประชาชนใน กทม.และปริมณฑล ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไปทำให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนจนได้รับความเดือดร้อน สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือ ต้องขออนุญาตก่อนตามกฎหมาย ส่วนนายสนธิจะใช้สิทธิหรือใช้อะไรก็เป็นเรื่องของเขา
‘สมชัย’ชี้6คนอาการหนักคดีฮั้วสว.
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องฮั้วสว.ว่า “มีกี่คนอาการหนักในในฝ่ายการเมือง 22 คนของคดีฮั้ว สว.”การได้อ่านรายงานการประชุมครั้งที่ 7/2569 และ 8/2569 ของ อนุฯ วินิจฉัย ชุด 36 ทำให้เห็นว่า มีหลายกรณีที่“เป็นเหตุอันควรสงสัย”ว่าจะมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 76 วรรคแรก ความเข้มของความผิดนั้น ขอใช้ตัวชี้วัดแบบง่าย ๆ คือ ความถี่ในการกระทำ เช่น จำนวนรายของผู้สมัคร สว. ที่โทรฯ หากัน จำนวนครั้งของการโทรศัพท์ จำนวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพราะในรายละเอียดว่าเนื้อหาที่โทรหนักเบาอย่างไร ในรายงานไม่มีบอก เมื่อเอาแว่นของอดีต กกต. ไปมอง แบบปล่อย ๆ จาก 22 ราย ผมว่า ต้องมีเหตุควรสงสัยอย่างน้อย 6 ใน 22 ราย
เปิดชื่อย่อ-หลักฐานการโทร
คนที่ 1 นาย จ. กรรมการบริหารพรรค มีหลักฐานการโทรติดต่อ ผู้สมัคร สว.ที่ได้เป็น สว. ของ จ. ต่าง ๆ ในภาคกลาง 3 ราย จำนวนโทรรวม 14 ครั้งคนที่ 2 นาย ก. กรรมการบริหารพรรค มีหลักฐานการโทรติดต่อผู้สมัคร สว. ที่ได้เป็น สว. ของ จ. ต่าง ๆ ในภาคกลาง 4 ราย จำนวนโทร 58 ครั้งคนที่ 3 นาย ว. กรรมการบริหารพรรค มีหลักฐานโทรหาผู้สมัคร สว.ที่ได้เป็น สว.1ราย 2 ครั้ง และ ผู้สมัครดังกล่าว โทรต่อ 3 ราย 12 ครั้ง ผู้ที่โทรต่อ โทรหากันและต่ออีก 2 คน รวม 22 ครั้งคนที่4 นาย ช.กรรมการบริหารพรรค มีหลักฐานแค่ โทรติดต่อผู้สมัคร สว.1ราย 2 ครั้ง แต่พบหลักฐานว่า มีผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ชื่อ นาง ร. มีบทบาทในการโทรติดต่อ ผู้สมัคร สว.ที่ได้เป็น สว.อย่างน้อย 19 คน รวม 62 ครั้ง
คนที่ 5 นาง ส. สส.พรรค มีหลักฐานโทรติดต่อ พยานรหัส 16 จำนวน 101 ครั้ง โทรติดต่อผู้สมัคร สว. ที่ได้เป็น สว.ในจังหวัดของตน 2ราย จำนวนรวม 50 ครั้งคนที่ 6าย ภ.สส.พรรค มีหลักฐานติดต่อผู้สมัคร สว.ที่ได้เป็น สว.จากภาคเหนือ 1 คน 2 ครั้ง จากภาคกลางในจังหวัดของตน 5 คน รวม 85 ครั้งคุยเรื่องอะไรกันไม่รู้ แต่โทรถี่ ๆ บ่อย ๆ ในช่วงเลือก สว. เป็นเหตุอันควรสงสัย ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 เขาสงสัย แต่ เลขาฯ กกต. ไม่สงสัย อนุฯ วินิจฉัยชุด 36 ไม่สงสัย ถามว่า กกต.จะสงสัยไหม ส่วนประชาชนเขาสงสัย และคงจับตาดูว่า 6 รายนี้ กกต.7คน จะสงสัยแล้วส่งไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อหรือไม่
สภาถกงบประมาณฯ70วันสุดท้าย
ช่วงเช้า ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ซึ่งพิจารณาต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยเริ่มพิจารณาในมาตรา 27 หน่วยราชการไม่สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงและหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรีซึ่งกมธ.ปรับลงวงเงินเหลือ4.19หมื่นล้านบาท
ปชน.อัดงบสตช.ซื้อชุดEODแพง15เท่า
โดยการอภิปรายช่วงแรกพบว่าถูกเน้นการปรับลดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยน.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอภิปรายปรับลดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะพบว่างบจัดซื้ออุปกรณ์เก็บกู้วัตถุระเบิดจำนวน 50 ชุด ราคาแพงเกินจริง โดยจัดซื้อราคาชุดละ 6 แสนบาท รวมวงเงิน 30 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบชุดอุปกรณ์ในลักษณะเดียวกันที่ผู้ผลิตต่างประเทศเปิดเผยราคาต่อสาธารณะ ผู้ผลิตจากประเทศสหรัฐฯรายหนึ่ง ราคาประมาณ 3,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 120,000 บาท ผู้ผลิตจากสหรัฐฯ อีกรายหนึ่งราคาประมาณ 4,250 ดอลลาร์ หรือ 140,000 บาท ขณะที่ผู้ผลิตจากประเทศจีนราคาอยู่ที่ชุดละ 1,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 40,000 บาทต่อชุด
“สเปคของแต่ละผลิตภัณฑ์ อาจจะไม่เหมือนกับทีโออาร์ของสตช. แต่เมื่อเปรียบเทียบราคาที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่ที่ประมาณ 40,000 -140,000 บาท ในขณะที่สตช.ตั้งราคาไว้ชุดละ 6แสนบาทจึงเกิดคำถามว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นถึง15เท่า เกิดจากอะไรดังนั้นสตช.ต้องแจกแจงให้สภาฯเห็นว่าเงิน 600,000 บาทต่อชุด จ่ายไปกับอะไรบ้าง และมีคุณลักษณะเฉพาะส่วนใดที่ทำให้ราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีขายอยู่ในท้องตลาดหลายเท่าตัว”น.ท.กิตติพงษ์ อภิปราย
วรงค์ซัดพฤติกรรมตั้งด่านรีดไถเงิน
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายขอปรับลดงบสตช.10% เพราะพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งตั้งด่านลอย ด่านสุ่มตรวจ ด่านที่ตั้งโดยไม่มีเหตุผลโดยอ้างปัญหาจราจรเป็นเหตุ นำไปสู่การรีดไถประชาชน ทั้งนี้ ตนพบว่าหากตำรวจตั้งด่านเก็บค่าปรับประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจรบนทางหลวง ตำรวจจะได้ส่วนแบ่งจึงขอเรียกร้องให้แก้ไขยกเลิกส่วนแบ่งดังกล่าว เพื่อลดการตั้งใจรีดไถประชาชน
“ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะปกป้องประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจร เราไม่ได้ต้องการปกป้องคนที่ทำผิด แต่เราต้องการให้ตำรวจยึดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาช่องโหว่นี้ไปสู่การรีดไถ รูปแบบรีดไถชัดเจนมาก ส่วนใหญ่ใช้เงินสด ถ้าไม่มีเงินสดใช้บัญชีม้า” นพ.วรงค์ กล่าว
ตั้งซื้ออุปกรณ์ดำน้ำ1ชุดแพงร้อยเท่า
น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในส่วนของการขอจัดซื้ออุปกรณ์ดำน้ำ ของกองต่อต้านการก่อการร้าย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ หรือ บก.ปพ. จำนวน 1 ชุด ราคา 3.4 - 3.5 ล้านบาท ถือว่าผิดปกติ เพราะเป็นราคาเพียง 1 ชุด ซึ่งคนดำน้ำจะรู้ว่าอุปกรณ์ดำน้ำต่อให้ใช้ยี่ห้อที่หรูที่สุดแพงที่สุดเต็มที่ 1 ชุดไม่เกิน 2-3 แสนบาท แต่การขอซื้อในราคา 3.5 ล้านบาท แพงกว่าเกือบร้อยเท่า ตรงนี้ต้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง รวมถึงใบเสนอราคาจาก 3 เจ้า มีการเสนอราคากลางมาประมาณ 3 ล้านบาททั้งหมด และเมื่อดูทีโออาร์และดูสเปกพบว่าไม่ได้มีความแตกต่างจากที่ใช้ในตลาดรวมถึงมีรายการที่เพิ่มเข้ามาคือเรือคายัคและอุปกรณ์พาย ซึ่งย้อนแย้งกับการดำน้ำแบบสคูบา ที่มาโผล่อยู่ในใบเสนอราคาได้อย่างไร เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน อยากให้ตรวจสอบจริงๆเพราะไม่อยากให้เกิดข้อครหาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการทุจริตคอรัปชั่นอะไรหรือไม่กับแค่งบฯอุปกรณ์ดำน้ำ
ขอตัดงบกองบินตำรวจซ่อมเครื่องบิน
ร.ท.ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปราขอตัดงบประมาณกองบินตำรวจ โดยตัดโครงการซ่อมเครื่องบินที่พบว่าในปี2570ของบซ่อมเครื่องบิน 3 รายการ รายการแรก ราคา 619 ล้านบาท รายการสอง ราคา 270 ล้านบาท และรายการสาม ราคา 683 ล้านบาท แม้ว่าอนุกมธ. ปรับลดงบลง 10% แต่ไม่พอ โดยตนมีเหตุผลที่ขอปรับลดสำคัญ คือ งบซ่อมเครื่องบินปี2568 ใช้ไม่หมด งบปี2569 ยังไม่ได้ใช้ เพราะมีประเด็นที่ไม่สามารถลงนามสัญญาได้ ซึ่งปกติแล้ว กองบินตำรวจจะจ้างการบินไทยซ่อมอากาศยานให้ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตามความเห็นของคณะกรรมการองค์กรบริหารความสมควรเดินอากาศอย่างต่อเนื่อง (CAMO) ซึ่งการบินไทยได้ทำหนังสือคัดค้าน ทำให้ไม่สามารถลงนามได้ ตนมีข้อมูลว่ากองบินตำรวจ มีเครื่องบิน 41 ลำ แต่ใช้งานได้ 8 ลำ
“ผมสงสารบุคลากรกองบินตำรวจ ที่ไม่ปลอดภัยในชีวิต แต่บุคคลๆ นี้เลือกผู้ประกอบการ ที่จริงผมมีคลิปเสียง ที่เตรียมพร้อม กมธ.ตำรวจ ไม่ปล่อยให้งบกองบินตำรวจผ่านไปได้ หากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใสและขอฝากผ่านไปยัง นายกฯ ที่กำกับสตช.และว่าที่ ผบ.ตร. หากปล่อยปละละเลยทำงบประมาณ กองบินตำรวจจะพังพินาศ”ร.ท.ธนเดช อภิปราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่สส.อภิปรายในเนื้อหาแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบมาตรา 27 ตาม กมธ.แก้ไขปรับลดด้วยคะแนน 270 ต่อ 124 เสียง งดออกเสียง 26 ไม่ลงคะแนน 1
“โสภณ”แจ้งมติวิปถกงบฯ70จบ1ทุ่ม
จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 28 งบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งกมธ. ปรับลด เหลือ 4,275 ล้านบาทโดยก่อนเข้าสู่การพิจารณา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนฯได้แจ้งผลการหารือระหว่างคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมฝ่ายค้านและ วิปพรรคร่วมรัฐบาลว่า การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ จะทำให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ (10กันยายน)ประมาณ 19.00 น.
เลื่อนถกไฟใต้-รายงานกกต.สัปดาห์หน้า
นายโสภณกล่าวต่อว่าขณะที่ในวันที่ 11 กันยายน ไม่มีการประชุมแต่จะเพิ่มประชุมนัดพิเศษในสัปดาห์หน้า และสัปดาห์ถัดไป สัปดาห์ละ 1 วันเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่เร่งด่วนโดยการประชุมสัปดาห์หน้ามีเรื่องจำเป็นต้องให้จบ คือ ญัตติภาคใต้และรับทราบรายงานของ กกต.
มาตรา28-29ผ่านฉลุย อภิปรายไม่มาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นที่ประชุมได้มีการพิจารณามาตรา28 จังหวัด และกลุ่มจังหวัด วงเงิน 4.27 พันล้านบาท เป็นไปอย่างรวดเร็วใช้เวลาพิจารณาเพียง 9 นาที โดยมีสมาชิกอภิปรายเพียงคนเดียว จากนั้นที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไขด้วยคะแนน 273 เสียง ไม่เห็นด้วย 115 เสียง งดออกเสียง 25 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เช่นเดียวกับมาตรา 29งบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 7.37 หมื่นล้านบาทที่ทั้ง 2 มาตราใช้เวลาพิจารณาเพียง 40 นาทีเนื่องจากมีผู้อภิปรายไม่มาก ก่อนที่ประชุมจะมีมติเห็นด้วย
ดับฝันสส.ชอบทัวร์ทุกกมธ.หมดโอกาส
จากนั้นเริ่มพิจารณามาตรา 30 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภาวงเงิน3,012,862,700 บาท
นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทยในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณางบฯ 70 ชี้แจงมาตรา 30ว่า รัฐสภาได้มีการตั้งคำของบประมาณไว้ทั้งสิ้น 3,060 ล้านบาท มี 3 หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ คือสส.สว. และสถาบันพระปกเกล้า โดยมีการขอปรับลดงบประมาณ 3-20%ซึ่งจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการบริหารราชการทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐสภาซึ่งกมธ.ได้ปรับลดในวงเงิน71ล้านบาทคือการปรับลดค่าใช้จ่ายการเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นสมาชิกทุกท่านโปรดทราบว่าต่อไปนี้คณะกรรมาธิการทุกคณะจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศอีกแล้วยกเว้นภารกิจสำคัญของประธานและรองประธานสภาฯเท่านั้นที่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้าในปี 2569”นางมนพร กล่าว
อดิศรแซะสว.เหมือน‘ไส้ติ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยอภิปรายว่าตนติดใจในการปรับลดหรือการตั้งงบประมาณของรัฐสภาระหว่าง2สภาคือวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตย ตนห่วงว่า 2 สภาเมื่อได้รับงบไปแล้วจะไปสอนประชาธิปไตยตำราไหนให้แก่ประชาชน ในส่วนสภาผู้แทนราษฎรตนไม่ห่วง แต่ห่วงในส่วนของวุฒิสภา เพราะที่มาของท่านไม่เหมือนเรามีบางคนบอกว่าสว.มีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ เหมือนไส้ติ่ง มีก็ไม่เป็นไร ตัดทิ้งก็ไม่เป็นไร
“จึงอยากให้ทบทวนว่าการให้งบประมาณแก่องค์กรที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย100เปอร์เซ็นต์ ไปเผยแพร่แก่ประชาชนจะเป็นการให้ยาพิษทางประชาธิปไตยให้แก่ชาวบ้าน ขอฝากว่าไม่ใช่ให้งบส่งเดชแล้วไปเผยแพร่ตามทฤษฎีที่ตนเองได้มา มันจะเป็นผลร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย จึงอยากให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่าที่แท้แล้ววุฒิสภาเปรียบเสมือนไส้ติ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้” นายอดิศร กล่าว
จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับมาตรา 30 รัฐสภาเห็นชอบ 271 เสียง ไม่เห็นด้วย124 เสียง งดออก46 เสียง ไม่ลงคะแนน7
‘พริษฐ์’ชำแหละงบ กกต.2.7พันล้าน
ผู้สื่อข่ารายงานว่าบรรยากาศเริ่มร้อนแรงเมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 32งบประมาณขององค์กรอิสระ โดย นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชนได้อภิปรายขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ว่าสภาจะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบฯ ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต.ขอเสนอจัดสรรงบประมาณรวม2,700ล้านบาทโดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริตและเที่ยงธรรม
“จากการสังเกตการทำหน้าที่ของกกต.ตลอด2ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีขบวนการโกงการเลือกสว.ตนไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภากำลังจะอนุมัตินี้ จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่ จนตนเริ่มกังวลว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนของ กกต. อาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกง สว.มาตั้งแต่แรก”
ชี้เส้นทางเชื่อมโยงโกงสว.ไร้รอยต่อ
นายพริษฐ์ได้ลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติโดยชี้ให้เห็นว่า หลักฐานฟ้องว่าเส้นทางขบวนการโกง สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต.เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่การออกระเบียบการเลือกสว.ที่เอื้อต่อการจัดทำโพยการปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกสามีภรรยาผ่านเข้ารอบ รวมถึงการปล่อยผ่านโพยใบสั่งในวันเลือกระดับประเทศ จนคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว.และประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน ตลอดจนกรณีคลิปเสียงที่โรงแรม B2 รังสิต ที่มีการระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ข้างในดูแล นำมาสู่การตั้งคำถามถึงงบอบรมหลักสูตรสืบสวนและงบป้องปรามการกระทำผิดว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่
สส.ภูมิใจไทยประท้วงวุ่นไม่เกี่ยวงบ70
นายพริษฐ์ ระบุว่าตนเองอยากเปิดคลิป ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะไปแล้ว แต่ก็ไม่อนุญาตให้เปิด ดังนั้น จึงขออ่านข้อความในคลิปที่ระบุว่า อะไรต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับท่านเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในจะดูแลพวกเราเพราะสิ่งที่เราทำนี้ทำเพื่อธุรกิจแต่เราทำเพื่อข้างบน เป็นภารกิจเพื่อข้างบน ตนเองไม่เชื่อว่าข้างบนหมายถึงกกต. แต่ที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเราตนเองคิดไม่ออกว่าถ้าไม่ได้หมายถึงกกต. แล้วเจ้าของเสียงในคลิปนี้หมายถึงใคร
ทำให้นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา ภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงว่าการอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 70 สิ่งที่เราอยากฟัง 20 นาทีที่กำลังอภิปราย คือสิ่งที่พวกเราจะฟังและจะได้ตัดสินใจในการโหวตวาระที่สอง ทำให้นายพริษฐ์ ยืนยันว่าตนเข้าวาระไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าท่านเข้ามากับตนเองหรือไม่
พิรุธกกต.พาดพิงโยงภูมิใจไทยเอี่ยว.
นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่าจากการตรวจสอบข้อพิรุธของกกต.จึงต้องตั้งคำถามว่าจะอนุมัติโครงการในการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่เช่นโครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนไต่สวนระดับต้นงบประมาณ 11.9 ล้านบาท หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งงบประมาณ 4.8 ล้านบาท
“ขั้นตอนที่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่26ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเป็นคณะพิเศษ ทำหน้าที่รวมกันระหว่างกกต. และดีเอสไอ ผลการประเมินก็ดูค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เห็นความละเอียดรอบคอบ ฟังทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองด้าน จนสรุปออกมาเป็นเอกสาร 90,000 กว่าหน้าซึ่งข้อสรุปของคณะนี้มีการลงความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนที่ศาล โดยมี 138 คนเป็นสมาชิกวุฒิสภา และ 21 คนเป็นสส. รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย”นายพริษฐ์ ระบุ
สนองยันไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
จากนั้น นายสนอง เทพอักษรณรงค์ จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อีกไม่กี่วัน กกต.จะแจ้งข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้มีแก๊งหนึ่งที่ตื่นเช้ามาก็โกงก็ฮั้วแต่ก่อนเลือกสส.ก็มีแก๊งหนึ่งเดินสายทั่วประเทศ ดังนั้นการเอาเรื่องนี้มาเล่าเป็นฉากเป็นตอน พาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เสียหาย เรื่องนี้ไม่เล็กตอนนั้นก็ต้องรอให้เขาชี้ชัด ย้ำว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
พริษฐ์กระทุ้งกกต.ส่งศาลฎีกาสั่งฟ้อง
นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่าคณะอนุฯชุดที่36มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งหากมาดูการทำงานก็รู้ว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้นจะมาอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ตนเองไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะมองว่ามีปัญหาคือเหตุผลในการมีอยู่ของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งจากเดิมก็มีการตั้งคณะกรรมการ 35 คณะ เพื่อให้วินิจฉัยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการตั้งคณะชุดที่36ขึ้นมาโดยใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมการให้เหตุผลว่า ภาระงานของทั้ง 35คณะนั้น เพราะ 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯชุดที่ 36 ก็อยู่ในคณะอนุฯชุดอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเห็นหลักฐานที่รวบรวมมาคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ทำคือพยายามทำตัวเป็นศาลเสียเอง ซึ่งกรอบอำนาจหน้าที่ของกกต. มีอำนาจในการพิพากษาว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล
ศุภชัย-ไอติมซัดเดือดนำสำนวนเผยแพร่
ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายพริษฐ์มาอภิปรายเป็นเอกสารในสำนวนซึ่งถือเป็นข้อมูลลับ ดังนั้น จะเอามาพูดเป็นฉาก ๆ แบบนี้ไม่ได้
นายพริษฐ์ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่าตนไม่ได้นำเสนอเอกสารในสำนวน แต่เผยแพร่เอกสารที่เป็นสาธารณะ ขณะที่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วตนเองเห็นเพื่อนสมาชิกลงไปแถลงข่าวเอาเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมากล่าวหาว่า ตนเองเผยแพร่เอกสารนั้น ตนเองย้อนไปดูแล้วไม่มี ท่านปล่อยข่าวเท็จกลางสภา มาถึงวันนี้ท่านยังไม่แก้ข่าวเลย
ทำให้นายศุภชัย ย้อนถามว่าทราบได้อย่างไรว่าตนเองกล่าวเท็จ ท่านบอกว่าเอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในมือท่านแต่จริงๆแล้วทีมงานท่านอาจส่งให้ตนเองก็ได้ นายพริษฐ์กล่าวว่าหากย้อนไปดูก็ได้ ตนไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่
ซัดแรงไม่อยากเถียงเด็ก-อย่าฮึกเหิม
นายศุภชัย กล่าวอีกว่าที่กล่าวหาว่าตนพูดเท็จนั้น ตนยืนยันว่าเอกสารที่แถลงบอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดีเอสไอและต่อมาเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26ที่ชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนชี้ให้เห็นตรงนั้นนี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26ที่ท่านชอบกัน แต่ท่านกล่าวหาว่าตนพูดเท็จเมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ตนเองขี้เกียจเถียงกับเด็กจึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก
นายพริษฐ์จึงเปิดคลิปเสียงให้ฟังการแถลงข่าวย้อนหลังของนายศุภชัยทำให้นางสาวมัลลิกาวินิจฉัยว่าเรื่องนี้ต่างต่างวาระต่างคนต่างเอาข้อมูลมาพูดกันกันไม่สามารถพิสูจน์ได้แล้วอภิปรายให้อยู่ในกรอบและอย่าพาดพิงใครอีก
จี้ตัดงบสอบสวน-เบี้ยประชุมทิ้ง
นายพริษฐ์อภิปรายต่อว่าหากมีกกต.ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วแต่ไปเจอคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ที่ยกคำร้องหรือปัดตกหลักฐานโดยไม่มีเหตุผลรองรับ เท่ากับว่างบประมาณก็สูญเปล่าผลลัพธ์การทำงานของคณะอนุชุดที่36สิ่งที่ตนเองเห็นว่าชัดเจน ว่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ควรจัดสรรงบให้เพราะคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36มีคำวินิจฉัยว่าการโกงสว.ไม่มีอยู่จริง ไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนไหนควรถูกส่งฟ้องที่ศาล ซึ่งคณะชุดนี้นับเบี้ยประชุมรวมกันกว่า 100,000 บาท แล้วก็เห็นว่าเลขในโพย ก็ไปปรากฏในลำดับเดียวกันในบัตรเลือกตั้ง สว. แต่เขาเชื่อจริงๆว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริตและเห็นว่ามีผู้ช่วย สส.จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว.10 คน ในอำเภอเดียวกันหนึ่งวัน ก่อนการเลือกระดับจังหวัดแต่คณะอนุฯเชื่อว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
ซัดองค์กรอุ้มอาชญากรประชาธิปไตย
นายพริษฐ์จึงสรุปว่าหากทำแบบนี้ตนเองเสนอให้ตัดงบทั้งหมดเพราะโครงการในการสืบสวนสอบสวนนั้น หากไปสืบสวนอะไรมา ท้ายที่สุดก็เจอคณะอนุฯที่ยกคำร้องทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แม้กระทั่งเบี้ยประชุมของคณะอนุฯ ตัดไปเลยก็ได้ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน ไม่รู้ว่า 14กันยายนนี้กกต.จะไปตัดสินใจตามคณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ ตนเห็นว่ากกต.ไม่สามารถ ทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่างบประมาณที่สภาจะอนุมัติให้กกต. นั้นจะไม่กลายเป็นเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่าการที่นายศุภชัย เอ่ยคำว่า ไม่อยากเถียงกับเด็กและอย่าฮึกเหิม ขัดต่อข้อบังคับ อยากให้ประธานช่วยวินิจฉัยให้ช่วยถอนทั้งสองคำ เพราะมองว่าสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน หากไม่ถอนก็อยากให้ใช้อำนาจวินิจฉัยว่าสองคำนี้เป็นคำเสียดสีไม่ควรพูดที่ประชุม
นายศุภชัยกล่าวว่าหากประสงค์จะให้ถอนตนอยากอธิบายว่าจริงๆคำว่าเด็กเพราะตนคิดว่าตนแก่และเรื่องวาทะ การที่เราเป็นคนแก่ก็ไม่อยากเถียงกับเด็กและตนก็คิดว่าการเป็นเด็กนั้นฮึกเหิมหากจะถอน ตนก็จะบอกว่าท่านไม่เด็กแล้วและไม่ฮึกเหิมตนก็ถอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

