สสว.จับมือกรมบัญชีกลางยกระดับมาตรการTHAI SME-GP

นายวชิระ แก้วกอ รองผู้อำนวยการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นตลาดสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และโอกาสเติบโตให้ผู้ประกอบการ SME โดย สสว. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง ผลักดันมาตรการ THAI SME-GP มาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อใช้กำลังซื้อของภาครัฐเป็นกลไกสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงตลาดภาครัฐและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น
โดยที่ผ่านมามาตรการดังกล่าว ได้มีส่วนในการช่วยเพิ่มโอกาสทางตลาดให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในปี 2568 ผู้ประกอบการ SME มีสัดส่วนโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 59.45% ขณะที่วงเงินสัญญา ผู้ประกอบการSME มีสัดส่วนสูงถึง 47.24% ในปี 2567 และเพิ่มเป็น 48.47% ในปี 2569 โดย ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 มีผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่อเนื่อง จำนวน 40,919 ราย ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดภาครัฐเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SME
สำหรับการยกระดับ THAI SME-GP ในระยะต่อไป นอกจากการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงตลาดภาครัฐแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์
ทั้งนี้หนึ่งในแนวทางที่จะนำมาใช้ คือ การตรวจสอบความเชื่อมโยงหรือความเกี่ยวข้องด้านการกำกับ ดูแล หรือการเป็นเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership: UBO) โดย สสว. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ SME พร้อมลดความเสี่ยงจากการใช้แต้มต่อที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรการ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน โดยแนวทางดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
“การนำ UBO มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรการ THAI SME-GP มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การให้สิทธิประโยชน์เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ใช่การสร้างภาระหรือเพิ่มอุปสรรคให้ผู้ประกอบการ SME แต่เป็นการสร้างความมั่นใจว่าผู้ประกอบการ SME ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ จะได้รับโอกาสจากมาตรการภาครัฐอย่างเท่าเทียม ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน”นายวชิระ กล่าว
สำหรับการพิจารณาความเชื่อมโยง จะครอบคลุมข้อมูลสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การถือหุ้นทางตรง การถือหุ้นทางอ้อม กรรมการหรือผู้มีอำนาจลงนามร่วมกัน และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงร่วมกัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกิจการตามหลักเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้กำหนด
โดยแนวทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบาย “SME Journey” ของรัฐบาล ที่มุ่งลดข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการ SME ทั้งด้านการเข้าถึงตลาดภาครัฐ การพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัล และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การยกระดับ THAI SME-GP เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ภายใต้แนวทางใหม่ จะขยายสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการในโครงการที่มีวงเงินสัญญาสะสมสูงสุดไม่เกิน 500 ล้านบาท พร้อมยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านราคา โดยมีสิทธิพื้นฐานสำหรับผู้ประกอบการ SME 10% สินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ Made in Thailand (MiT) อีก 5% และเพิ่มเติมอีก 5% สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้นวัตกรรมและจดทะเบียนระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) รวมสิทธิประโยชน์สูงสุด 20% โดยกำหนดมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เช่นเดียวกัน “เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ตลาดภาครัฐเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการ SME ควบคู่กับการดูแลให้การใช้สิทธิประโยชน์เป็นไปตามหลักเกณฑ์ มีมาตรฐาน และเป็นธรรม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เหมาะสม และทำให้มาตรการของภาครัฐเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME ได้อย่างเต็มที่”นายวชิระ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

