ระทึกสุดขีดคดีฮั้วสว. ลุ้นมติกกต. ม็อบบี้ฟันทั้ง229คน โผล่พรึบแน่นหอศิลป์ ไอลอว์กางหลักฐานรอ ขู่ใครรอดเจอแฉรายตัว

ระทึกสุดขีด กกต.ได้ฤกษ์ลงมติคดีฮั้ว สว.229 ราย เตรียมเปิดแถลงบ่ายสามโมง 14 กันยาฯ คุมเข้มคนนอกห้ามเข้าร่วมให้ดูผ่านจอวงจรปิด ขณะที่ “ไอลอว์-เท้ง-สส.ล้ม” โผล่พรึ่บนำม็อบลงถนนบี้มีมติสั่งฟ้องทั้งหมด “ยิ่งชีพ” ขู่มีเอกสารหลักฐานเพียบ หากสั่งไม่ฟ้องใครพร้อมแฉรายคน แต่ถ้ารอดยกแผงเปิดทั้งกระบิ “ศุภชัย” ย้ำกระแสไม่ใช่หลักฐาน เผยบรรยากาศแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 60 ปี อนุทินคึกคัก “บิ๊กตู่-คุณหญิงอ้อ” ส่งการ์ดอวยพร เจ้าตัวลั่นขอเป็นนายกฯเพื่อประชาชน ชี้เดินขบวนเป็นสิทธิ แต่ขอให้เคารพกฎหมาย
เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่แน่นอนแล้วว่า หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) เพื่อพิจารณาลงมติคดีฮั้วเลือกสว. จำนวนทั้งหมด 229 คนในวันที่ 14 กันยายนนี้ ทางสำนักงานกกต.จะมีการแถลงผลการลงมติ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือต่อเนื่องว่า กกต.ยกเลิกการแถลงข่าวตามแผนที่กำหนดไว้เดิม โดยจะชี้แจงเป็นเอกสารข่าวแทน
ขณะที่ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กกต.ได้แจ้งสื่อมวลชนที่สนใจเข้ารับฟังการแถลงข่าว “ผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.2569 เวลา 15.00น.ที่ห้องประชุม 201 ชั้น 2 ให้ทะเบียนผ่าน Google Form ภายในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569พร้อมย้ำว่าหากลงทะเบียนหลังจากกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแถลงข่าว
กกต.ให้สื่อฟังแถลง3คนต่อสำนัก
นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการเข้าร่วมการฟังแถลงข่าว โดยระบุว่าสงวนสิทธิ์เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น โดยแต่ละสำนักข่าวสามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมได้ไม่เกิน 3 คน ทั้งนี้ สื่อที่ลงทะเบียนสามารถรับบัตรสื่อมวลชนสำหรับเข้าห้องประชุม 201 ได้ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. ประตู 1 ทิศตะวันออก
ขณะที่สื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียน รวมถึงผู้สังเกตการณ์และบุคคลภายนอกจะไม่สามารถเข้าร่วมการแถลงข่าวภายในห้องประชุมได้ แต่สามารถติดตามการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์วงจรปิดที่จัดไว้บริเวณภายนอกสำนักงาน กกต. ประตู 1 ทิศตะวันออก
ไอลอว์-เท้งเคลื่อนม็อบสู่หอศิลป์
ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอลอว์ และพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในการจัดกิจกรรมลงถนนเพื่อกดดันให้กกต.ส่งฟ้องคดีฮั้วสว.ทั้ง 229 คนนั้นเมื่อเวลา10.00 น.ที่หน้าอาคารALL RISE (iLaw) ลาดพร้าว 25 กทม. นายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนพร้อมแกนนำพรรคประชาชน นำมวลชนเคลื่อนขบวนจากหน้าสำนักงานไอลอว์มุ่งหน้าไปตามถนนลาดพร้าวเข้าถนนพหลโยธินเพื่อจัดชุมนุมที่หอศิลปวัฒนธรรม ย่านปทุมวัน ระยะทางรวมประมาณ 12 กิโลเมตร
ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคึก โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิหัวหน้าพรรคปชน. พร้อมด้วยแกนนำ สส. อาทิ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคฯ นายพริษฐ์วัชรสินธุ นายปดิพัทธ์ สันติภาดาน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ รวมถึงนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ามาร่วมสมทบด้วย
ยิ่งชีพลั่นต้องสั่งฟ้องทั้ง229คน
นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า คนที่ถูกกล่าวหาเลือกคนมาวินิจฉัยเรื่องของตัวเองว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง นี่เป็นระบบที่รับไม่ได้ และทำให้ประชาชนอยู่เฉยๆไม่ได้ เชื่อว่าถ้าประชาชนไม่ช่วยกันแสดงออก สิ่งที่เกิดขึ้นคือกกต.ที่เขาเลือกมา จะสั่งไม่ฟ้องพวกเขา ระบบตรวจสอบความยุติธรรมในประเทศนี้ก็ไม่มีเลย
“ดังนั้นวันนี้เป็น วันสุดท้ายที่เราจะต้องส่งเสียงถึงกกต. ข้อเรียกร้องของเราชัดเจนคือในวันที่ 14ก.ย. คือเราต้องการให้ส่งคดีนี้ถึงมือศาลฎีกา ผู้ต้องหาทั้ง229คนต้องถูกสั่งฟ้องทั้งหมด เราไม่ได้ตัดสินว่าใครกระทำผิด แต่เราต้องการให้องค์กรที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครผิดหรือไม่ “นายยิ่งชีพกล่าว
ขู่สั่งไม่ฟ้องใครพร้อมแฉคนนั้น
นายยิ่งชีพ ยังกล่าวว่า เรามีเอกสารหลักฐานการโกงในคดีนี้จำนวนมาก ถ้าสั่งไม่ฟ้องส่วนของคนไหน เราก็จะเอาหลักฐานส่วนของคนนั้นมาเปิดเผย ถ้าสั่งไม่ฟ้องทั้งหมดก็เปิดเผยทั้งหมด ยืนยันว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากทำคือนอนเฉยๆ แล้วให้กกต.สั่งฟ้องทั้งหมด แล้วเอาเอกสารทั้งหมด ไปนำเสนอตามกระบวนการของศาลฯ เราไม่อยากเปิดเผยเอง แต่ถ้าจำเป็น หากสั่งยุติคดีไปแล้ว เราไม่เหลืออะไรแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องนำข้อมูลมาเปิดเผย
“ไม่เห็นเหตุอะไรที่จะเลื่อนการลงมติในวันที่ 14 กันยายนออกไป กกต.ที่จะต้องลงมติหากใครป่วยก็ไม่ต้องมาลงมติ ขาดลงมติไปก็ได้ไม่เป็นไร ส่วนที่เห็นข่าวเรื่องกังวลความปลอดภัยนั้น ยืนยันว่าทางกลุ่มฯจะไม่ได้ไปเดินทางไปกกต.”นายยิ่งชีพ กล่าว
ฟ้อง-ไม่ฟ้องต้องมีคำอธิบาย
ขณะที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวถึงการลงมติของกกต.ในคดีฮั้วสว.วันที่ 14กันายนว่า การจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องนั้น และจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องจำนวนเท่าไหร่ ต้องมีคำอธิบาย ซึ่งมีความสำคัญมากเนื่องจากอาจถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีความจงใจช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องบางคนในเรื่องนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับนักการเมือง และพรรคการเมือง
“ผมหวังว่ากกต.จะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ และยึดถือประจักษ์พยานที่มีอยู่ หากมีข้อมูลเป็นที่น่าสงสัย การจะเชื่อว่าผิดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีข้อสงสัยก็ขอให้กระบวนการทางกฎหมายไปสู่ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลมีการเรียกบุคคลและพยานหลักฐานขึ้นมาสอบสวน ซึ่งกกต. มีหน้าที่เพียงเท่านี้
หมดเวลากกต.อย่าเล่นมุกยื้อ
เมื่อถามว่าหากมีการส่งฟ้องบางส่วนรับได้หรือไม่ นายสมบัติ กล่าวว่า การจะสั่งฟ้อง ต้องมีคำอธิบาย หากไม่มีการสั่งฟ้องมีเหตุผลอะไร ตอนนี้ข้อมูลที่ปรากฏทั้งหมดมันมัดกันเป็นขบวนการ ไม่ใช่ผิดบางส่วนหรือถูกบางส่วน แต่มันมีรูปแบบเป็นขบวนการ จำเป็นต้องนำทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในชั้นศาล และหากใครที่บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้อง ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน
“ส่วนตัวมีความกังวล ว่าจะมีการเล่นมุกยื้อ แต่วันนี้หมดเวลาของกกต.แล้ว และต้องมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนถ้ามีกกต.บางคนไม่สบายกะทันหัน เข้าองค์ประชุมไม่ครบ ที่เหลือก็ควรทำหน้าที่ เพราะแต่ละคนก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ซึ่งประชาชนรอฟังอยู่ ส่วนตัวเชื่อว่ากกต.ก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำเรื่องนี้ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้”นายสมบัติ กล่าว
ขึ้นป้ายพรึ่บจี้สั่งฟ้อง229คน
สำหรับการเดินขบวนในวันนี้ มีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายพื้นที่รับผิดชอบ ทางสน.พหลโยธิน สุทธิสาร บางซื่อ พญาไท ดินแดง ลุมพินี ปทุมวัน จราจรกลาง และสายตรวจ 191 เข้ามาดูแลความปลอดภัย และอำนวยการจราจร
นอกจากนี้ในระหว่างที่เดินทาง กลุ่มไอลอว์ ได้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นการแขวนป้ายที่สะพานลอย 2 จุด โดยจุดแรก อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานไอลอว์ โดยบนป้ายมีข้อความว่า «กกต.ต้องมีมติสั่งฟ้อง คดีโกงสว. 229 #สั่งฟ้อง229» และอีก 1 จุดเป็นสะพานลอยย่านจตุจักร มีการติดป้ายแนวตั้งคู่กัน 2 ป้าย ป้ายแรกเขียนว่า «สั่งฟ้อง 229» ส่วนอีกป้าย เขียนเลข «229» พร้อมระบายพื้นหลังเป็นสีน้ำเงิน
ม็อบถึงหอศิลป์บี้กกต.ฟ้องยกแผง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งเวลา 15.00 น.กลุ่มผู้นำชุมนุมเดินถึงหน้าหอศิลป์ กทม. หลังเปลี่ยนแผนมาขึ้นรถไฟฟ้าที่พญาไท ตามคำแนะนำของตำรวจ ก่อนรวมตัวกันทำกิจกรรมแสดงพลังครั้งสุดท้าย ภายใต้ชื่อ “ประชาชนปล่อยของสั่งฟ้อง 229” เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีฮั้วเลือกสว.รวม 229 ราย โดยไม่มีข้อยกเว้นในการประชุมวันพรุ่งนี้ 14 ก.ย.โดยบรรยากาศคึกคัก
ภายในงาน มีการแปรอักษรเป็นตัวเลข «229” ด้วยผ้าเต็นท์สีน้ำเงินบนพื้นลาน เพื่อสะท้อนถึงจำนวนผู้ถูกกล่าวหา และสัญลักษณ์เชื่อมโยงทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีล้อเลียนการทำงานของ กกต., การแจกหนังสือพิมพ์แทบลอยด์เนื้อหาโกงเลือก สว. จำนวน 2,229 ฉบับ รวมถึงการเปิดเวทีให้ประชาชนร่วมแสดงพลัง
เท้งจี้กกต.ต้องส่งฟ้องทั้ง229คน
ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิสส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมกิจกรรมกดดันกกต.สั่งฟ้องคดีฮั้วสว.ว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้วันนี้ประชาชนออกมารวมตัวกัน ซึ่งตนและเพื่อน สส.ที่มาวันนี้ก็มาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกัน ไม่ได้มาในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการเรียกร้องในตอนนี้คืออยากให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลที่มีความโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่น ดังนั้นคำวินิจฉัยของ กกต.จะออกมาเช่นไร อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าความโปร่งใสเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
”ทุกวันนี้หลักฐานที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทุกคนเห็นแล้วว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระบวนการฮั้ว สว.มันมีการโกง ดังนั้น สำหรับผมสิ่งที่ กกต.มีเหลืออยู่ และทำได้คือส่งทั้ง 229 รายชื่อไปให้ศาลเป็นคนตัดสินว่าใครถูกใครผิด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในมติซักฟอกรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยระหว่างพรรคฝ่ายค้านกันไปแล้ว ส่วนเนื้อหากับรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันในข้อมูลที่เราได้รับมามีความเข้มข้นแน่นอน
‘สมชัย’จี้เปิดเผยผลลงมติรายคน
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.โพสต์เฟซบุ๊ก“ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” เสนอ 6 ข้อ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสในการลงมติของ กกต. และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า การวินิจฉัยเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยเรียกร้องให้หลังการลงมติ กกต.ทั้ง 7 คน ตั้งโต๊ะแถลงด้วยตัวเองว่าแต่ละคนลงมติอย่างไร และมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจอย่างไร
นายสมชัยระบุว่า กกต.ควรเปิดเผยกระบวนการพิจารณาก่อนลงมติด้วยว่า กรรมการแต่ละคนใช้เวลาอ่านเอกสารด้วยตัวเองมากน้อยและนานเพียงใด หรือรับฟังเพียงข้อมูลสรุปจากฝ่ายเลขานุการ รวมถึงต้องชี้แจงวิธีลงมติกรณีผู้ถูกร้อง 229 คนว่า เป็นการพิจารณาและลงมติรายบุคคลทั้งหมด 229 ครั้ง ลงมติเป็นรายกลุ่ม หรือวินิจฉัยภาพรวมทั้ง 229 คนในครั้งเดียว
จี้ส่งคำวินิจฉัยให้ศาลใน30วัน
นอกจากนี้ นายสมชัย ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยระบุว่า การประชุมแต่ละครั้งเป็นการรับฟังและรับทราบ ก่อนการประชุมครั้งสุดท้ายจะลงมติในลักษณะ “ยกเข่ง”พร้อมเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยทั้งตัวเลขผลการลงมติและรายชื่อกรรมการที่ลงมติในทุกมติที่มีการวินิจฉัย
“ขอให้สำนักงาน กกต.จัดทำคำวินิจฉัยกลางเพื่อให้กรรมการลงนามและส่งต่อไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากปล่อยให้ดำเนินการตามปกติ คดีทั่วไปอาจใช้เวลาถึง 3-4 เดือน และหากเป็นคดีซับซ้อนอาจกินเวลาถึง 5-6 เดือนกว่าจะส่งถึงศาลหากทำไม่ได้ ขอให้เอาคำว่า ‘โปร่งใส’ ในคำขวัญ กกต.ออกด้วยครับ เพราะไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง จะใส่ไว้ทำไม” นายสมชัยระบุ
“ศุภชัย”ลั่นกระแสไม่ใช่หลักฐาน
ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อระบุตอนหนึ่งว่า เห็นด้วยกับหลักการสำคัญที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ” และองค์กรอิสระต้องใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบ แต่ในทางกฎหมายจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบ” กับ “เงื่อนไขทางกฎหมาย” สำหรับการส่งคดีขึ้นสู่ศาล
“รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้กำหนดว่า เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือมีเสียงเรียกร้องจากสังคมแล้ว กกต. จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นดังนั้น สิ่งที่ กกต. ต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่ว่า “สังคมสงสัยมากเพียงใด” แต่คือ “พยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่”นายศุภชัยระบุ
ถึงเกณฑ์ต้องส่งศาล-ไม่ถึงต้องยุติ
พร้อมกับย้ำว่า หากพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ ต้องส่งศาล หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ต้องยุติเรื่อง
นายศุภชัยย้ำว่า นี่คือ Accountability ที่แท้จริง เพราะความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่ถูกส่งขึ้นศาล แต่วัดจากการที่เมื่อพยานหลักฐานถึง กฎหมายต้องเดิน และเมื่อพยานหลักฐานไม่ถึง กฎหมายก็ต้องคุ้มครอง
“ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครควรถูกวางไว้ใต้กระแส จนกฎหมายหมดความหมาย”นายศุภชัยกล่าว
เปิด3แนวทางลงการมติกกต.
ขณะเดียวกันได้มีการวิเคราะห์แนวทางที่ กกต.จะลงมติคดีฮั้วสว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ไว้คร่าวๆ 3 แนวทาง คือ 1. กกต.ลงมติยกฟ้องทั้ง 229 รายชื่อตามความเห็นของคณะvนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36ที่ระบุว่า หลักฐานการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องมีน้ำหนักไม่เพียงพอ 2. กกต.ลงมติส่งฟ้องทั้งหมด 229 รายชื่อตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26และ 3. กกต.สั่งฟ้อง และยกฟ้องบางรายโดยอาจจะมีหรือไม่มีนักการเมืองรวมอยู่ในนั้นด้วย
สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7 คน โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. ส่วนกรรมการอีก 6 ราย ประกอบด้วย นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏนายชาย นครชัย นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร
สรุปที่มาคดีสุดอื้อฉาวฮั้วสว.
สำหรับคดีฮั้วสว.มีจุดเริ่มจากคัดเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดมาจนถึงระดับประเทศ โดยใช้ระบบเลือกกันเองและเลือกข้ามกลุ่มใน 20 กลุ่มอาชีพที่อิมแพ็คฯเมืองทองธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ก่อนที่จะมีการออกมาเปิดโปงและแฉถึงขบวนการฮั้วสว.
จนกระทั่งดีเอสไอในยุคของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี มีมติรับเป็นคดีพิเศษ ในความผิดฐานอั้งยี่และการฟอกเงินพร้อมกับตั้งคณะงานร่วมกับ กกต. เป็นคณะทำงานชุดที่26ได้ลงความเห็นเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 ราย มีทั้งรัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรคการเมือง และสว.ชุดปัจจุบัน 138 คน
อย่างไรก็ตามเมื่อส่งความเห็นให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36ปรากฏว่ามีมติยกฟ้องทั้ง 229 คนเนื่องจากเห็นว่าหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเอาผิดได้จนเกิดกระแสกดดันกกต.ดังกล่าว
’อนุทิน‘ไม่ติดเท้งพาม็อบลงถนน
วันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน และกลุ่มไอลอว์ นำม็อบลงถนนว่า
มองว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคนในความเป็นประชาชนหรือในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เคารพ และอยู่ภายใต้กฎหมาย แบบนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่ามองว่าแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านลงถนนเองโดยที่ไม่ใช้เวทีสภา นายกฯกล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ แต่ละคนอาจจะมีอุดมการณ์มีความคิดอะไรของตัวเอง ตรงนี้เราต้องยอมรับ และรับฟัง
กธ.หนุนแสดงว่ารบ.มาถูกทาง
นอกจากนี้นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสมการทางการเมือง หลังพรรคกล้าธรรมโหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่า การเมืองก็เป็นพลวัตแบบนี้โดยตลอด เราต้องดูว่าหากรัฐบาลนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมแล้ว แม้กระทั่งฝ่ายค้านบางพรรคก็เห็นชอบด้วย หมายความว่า จากที่มี สส.กว่า 290 เสียงในฝั่งรัฐบาล หากทำในสิ่งที่ดีคนที่เป็นผู้แทนราษฎร เขาจะให้การสนับสนุน แสดงว่ารัฐบาลมาถูกทาง และเราได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น มากกว่าที่คิดว่ามีอยู่
“อย่างพรรคกล้าธรรม ก็เห็นว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนและส่วนรวม ท่านก็ให้การสนับสนุนเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.นี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลมีกำลังใจ และมั่นใจว่าเราได้นำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงๆ การปฏิบัติก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้น คนที่นำไปปฏิบัติก็จะหมดห่วงหมดกังวล เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประชาชนโดยเร็ว”นายอนุทิน กล่าว
ยังไม่มีสัญญาณปรับครม.
เมื่อถามว่า มีสัญญาใจร่วมรัฐบาลกันในอนาคตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นท่าทีที่เขาเห็นแก่ประเทศชาติ เห็นกับประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ความร่วมมือทั้งหลายเกิดขึ้น
เมื่อถามถึงสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไร รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีหลายคนเริ่มเข้ารูปเข้ารอย มีความมั่นใจในภารกิจของแต่ละท่าน รัฐมนตรีทุกคนไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคแกนนำก็ทำงานอย่างเต็มที่ ออกมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในประเด็นที่มีข้อกังขาหรือข้อสงสัย ทุกคนก็ออกมาชี้แจงหาคำตอบให้กับประชาชนได้ทุกเรื่อง
ชมเปาะรมต.ลูกเทพขยันทุกคน
ส่วนการทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพ ตรงตามใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีหรอกครับรัฐมนตรีลูกเทพ ใครบัญญัติก็ไม่รู้ รัฐมนตรีทุกคนผมคัดเลือกมาด้วยตัวเอง เป็นอันเข้าใจกันว่า คนทุกคนจะมีภารกิจมีตัวชี้วัดในการปฏิบัติหน้าที่ หากยังทำงานได้อย่างเต็มที่ เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ก็ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้เรื่อยๆ
เมื่อถามย้ำว่า การทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพเป็นที่น่าประทับใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขยันทุกคน เริ่มเข้าใจในระบบราชการ แสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายข้าราชการประจำในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ตอนนี้เห็นอย่างชัดเจนว่างานของแต่ละคนขับเคลื่อนงานของตนเอง ด้วยความมั่นใจ มีการสนับสนุนการทำงานเป็นทีมร่วมกับทุกฝ่ายได้มากขึ้น และแบ่งเบาภาระของตนได้เยอะ
บิ๊กตู่-หญิงอ้อส่งการ์ดเบิร์ดเดย์หนู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่บ้านพักบางพลี จ.สมุทรปราการ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีการจัดงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดปีที่ 60 เป็นการภายในกับครอบครัว และมีบรรดารัฐมนตรีที่ทราบข่าวเดินทางมาด้วย อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เข้าอวยพรวันเกิด
สำหรับ บุคคลสำคัญทางการเมือง ส่งกระเช้าดอกไม้ พร้อมการ์ดอวยพรมาให้นายกรัฐมนตรี อาทิ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเอกสารอ่านคำอวยพรของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมสั่งให้นำแจกันดอกไม้ไปไว้ในบ้าน อีกทั้ง ยังมีคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
ปลัดมท.นำอธิบดีเข้าอวยพรพรึ่บ
ขณะเดียวกัน ยังมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำทีมโดย นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีทุกกรมร่วมกันเข้ามาอวยพรวันเกิด โดยมีการมอบแผ่นป้ายที่มีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” มามอบให้นายกรัฐมนตรีเป็นของที่ระลึก
นอกจากนี้ ยังมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำคณะข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมอวยพรเนื่องในวันคล้ายเกิดด้วย
นายกฯขอตั้งใจทำงานเพื่อปชชช.
ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวภายหลังทำบุญวันเกิดครบรอบ 60 ปี ที่บ้านพักส่วนตัวย่านบางพลีว่า ขณะนี้ ตนยังไม่อายุ 60 ปี ต้องรอเวลา 22.00 น. ก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า อายุครบ 60 ปี ในฐานะนายกรัฐมนตรี อยากส่งสัญญาณการทำงานให้กับประชาชนรับทราบอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี จากการที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามาและได้รับความไว้วางใจจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตราบใดที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่อประเทศและเพื่อประชาชน ไม่มีหน้าที่อื่น นอกจากสองเป้าหมายหลัก
ชี้รัฐบาลทำให้ตัวเลขจีดีพีดีขึ้น
เมื่อถามว่า ประชาชนบางส่วนรู้สึกยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาในบางเรื่องได้ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องดูตัวเลขจีดีพีต่างๆ ที่เป็นตัวชี้วัด ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา มีตัวชี้วัดที่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการส่งออก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ และการจ้างงาน ซึ่งตัวชี้วัดต่างๆ ก็ขยับขึ้น แต่ถือว่าเมื่อมีสิ่งที่ดี ก็ต้องมีสิ่งที่ยังไม่ดี ก็ต้องแก้ไขกันไป ถือเป็นเรื่องปกติ ในประเทศอำนาจหรือในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีคนตกงาน คนจน และเรื่องที่ต้องแก้ไขอยู่
‘เท้ง’ส่งสาสน์แฮปปี้เบิร์ธเดย์หนู
ที่หอศิลป์ กทม. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์วันเกิดนายอนุทินว่า ในโอกาสวันเกิดของนายกฯ หากวันนี้นายกฯ มองว่าตัวท่านรวมถึงพรรคภูมิใจไทยกำลังถูกกล่าวหา ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด ที่จะเป็นการล้างข้อครหาต่อตัวท่าน และพรรคภูมิใจไทย คือแสดงจุดยืนส่งเรื่องนี้ ไปให้ศาลในการวินิจฉัยว่า ตัวท่านบริสุทธิ์ ตนคิดว่านี่คือของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

