บทบรรณาธิการ : 17 กันยายน 2569

สันติภาพไม่ได้อยู่แค่เวทีเจรจา แต่ต้องดูพฤติกรรมจากพื้นที่จริง
การเปิดเวทีเจรจาข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จะนำปัญหาความขัดแย้งกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แทนที่จะปล่อยให้ข้อพิพาทลุกลามไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าตัวกระบวนการเจรจา ก็คือ วิธีที่แต่ละฝ่ายเลือกนำเสนอเรื่องราวของตัวเองต่อประชาคมโลก
ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ขึ้นกล่าวถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาที่ต้องการใช้กระบวนการนี้เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจ และย้ำว่าต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมเสนอแนวทางกำหนดเขตแดนทางทะเลร่วมกัน หรือพัฒนาทรัพยากรร่วมกันระหว่างที่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องเขตแดนได้
ฟังดูดี
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ กัมพูชาไม่ได้เพียงนำเสนอข้อเสนอทางกฎหมาย หากยังพยายามเล่าเรื่องในบทของ “ผู้ถูกกระทำ” เช่นเดิม
และนี่เองที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ของไทย เตรียมการรับมือเอาไว้ก่อนแล้ว
ไทยไม่ได้ปล่อยให้เวที UNCLOS กลายเป็นพื้นที่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผูกขาดการเล่าเรื่องฝ่ายเดียว สีหศักดิ์ตอบโต้ตรงไปตรงมาว่า กัมพูชาพยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ และนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตน
นี่จึงไม่ใช่เพียงการโต้เถียงทางการทูต
แต่เป็นการ ดักทางการสื่อสารของกัมพูชาต่อประชาคมโลก
เพราะหากปล่อยให้การประชุมระหว่างประเทศกลายเป็นเวทีที่มีเพียงเรื่องเล่าของฝ่ายหนึ่งถูกบันทึกไว้ ประวัติศาสตร์ย่อมมีโอกาสถูกเขียนจากมุมเดียว และฝ่ายที่พูดก่อนหรือพูดดังที่สุดอาจถูกเข้าใจว่าเป็นฝ่ายที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ และทำให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศไม่ได้มีเพียง “ผู้กระทำ” กับ “ผู้ถูกกระทำ” แบบที่กัมพูชาพยายามนำเสนอ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ คำพูดกับพฤติกรรมต้องไปด้วยกัน
กัมพูชาบอกต่อเวทีระหว่างประเทศว่าต้องการสันติภาพต้องการสร้างความไว้วางใจ และต้องการลดความขัดแย้ง
แต่ในเวลาเดียวกัน กลับมีรายงานความเคลื่อนไหวทางทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีรายงานการขุดคูเลตและวางแนวลวดหนามบริเวณเนิน 450 ช่องสะงำ ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
แน่นอนว่า การขุดคูหรือสร้างแนวป้องกันทางทหารเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอที่จะสรุปเจตนาทางการเมืองหรือเจตนาจะเปิดฉากความขัดแย้งครั้งใหม่
แต่ในทางการทูตและความมั่นคง พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม
เพราะการสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศไม่ได้เกิดจากคำว่า “สันติภาพ” ที่พูดอยู่บนเวที แต่เกิดจากการกระทำที่สอดคล้องกับคำพูดในพื้นที่จริง
หากต้องการให้โลกเชื่อว่าต้องการสันติภาพ ก็ต้องแสดงให้เห็นด้วยการลดพฤติกรรมที่เพิ่มความหวาดระแวง
หากต้องการสร้างความไว้วางใจ ก็ต้องไม่ทำสิ่งที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางทหาร
และหากต้องการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ก็ต้องยอมรับด้วยว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้มีไว้สำหรับใช้กล่าวหาอีกฝ่ายเพียงฝ่ายเดียว แต่มีไว้เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน
ประเทศไทยเองก็ต้องเดินเกมด้วยความระมัดระวัง
ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกถ้อยคำด้วยอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องแข่งกันสร้างภาพ และไม่จำเป็นต้องทำให้ความขัดแย้งทางการทูตกลายเป็นความขัดแย้งของประชาชนสองชาติ
สิ่งที่ไทยต้องทำคือ ยึดข้อเท็จจริง เอกสาร หลักฐานและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก
การที่นายสีหศักดิ์และทีมงานเตรียมข้อมูลเพื่อไม่ให้กัมพูชาผูกขาดการเล่าเรื่องบนเวที UNCLOS จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะในเวทีระหว่างประเทศนั้น การสื่อสารทางการทูตมีความสำคัญไม่แพ้ข้อกฎหมาย
และบทเรียนสำคัญจากเวทีครั้งนี้ก็คือ
สันติภาพไม่ได้วัดกันที่คำพูดบนเวที แต่ต้องวัดกันที่พฤติกรรมหลังเดินลงจากเวที
ถ้ากัมพูชาต้องการให้โลกเชื่อว่าตนเองต้องการสันติภาพจริง ก็ถึงเวลาที่ต้องทำให้คำพูดกับการกระทำเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เพราะ UNCLOS เป็นเวทีสำหรับแก้ไขข้อพิพาท ไม่ใช่เวทีสำหรับสร้างภาพว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย
และยิ่งไม่ใช่เวทีสำหรับการ “ตีบทผู้ถูกกระทำ” เพื่อเอาความชอบธรรมทางการเมือง
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะตัดสินความจริงไม่ใช่ถ้อยแถลงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือ ข้อเท็จจริง หลักฐาน และพฤติกรรมที่ตรวจสอบได้
ประเทศไทยจึงต้องยืนอยู่ตรงนั้นอย่างหนักแน่นไม่หาเรื่อง แต่ก็ไม่ยอมให้ใครเล่าเรื่องฝ่ายเดียว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

