คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด

ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม มีอนาคตสดใสอย่างยิ่ง
ประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกัน หรือตั้งอยู่ใกล้กัน ก็มักจะมีความสัมพันธ์ที่สลับไปมาระหว่างความระหองระแหงกับการมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกันเป็นเรื่องธรรมดา
ไทย-เวียดนาม ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้มีความขัดแย้งถึงขั้นสู้รบกัน เพราะต่างต้องการที่จะขยายอิทธิพลเข้าไปในดินแดนกัมพูชา โดยในช่วงรัชกาลที่ 2 ฝ่ายไทยได้เคลื่อนทัพไปสู้รบกับฝ่ายกองทัพเวียดนามในแถบบริเวณลุ่มสามเหลี่ยมของปากแม่น้ำโขง ซึ่งขณะนั้นไทยไม่คุ้นเคยกับสภาพภูมิศาสตร์ และการส่งกำลังบำรุงไม่สะดวก ไม่ราบรื่น ส่งผลให้ฝ่ายไทยพ่ายแพ้ และต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 3 ไทยกับเวียดนามได้สู้รบกันอีกเป็นเวลาถึง 13 ปี โดยไม่มีฝ่ายใดแพ้-ชนะ จนเลิกรากันไป และต่างก็อ่อนแรงลงทั้งคู่
อย่างไรก็ตาม มิตรไมตรีระหว่างสองประเทศก็มิได้มีแต่ความจืดจางอยู่ตลอดเวลา ในช่วงรัชกาลที่ 1 ของไทย องเชียงสือ ได้ลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เพื่อหลบภัยจากกบฏไตเซิน จนในที่สุด ก็สามารถกลับไปครองเมืองได้ที่กรุงเว้ ราชธานีของเวียดนามในขณะนั้น
ต่อมาในยุคสงครามอาณานิคม โฮจิมินห์ ผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนาม และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ก็ได้ลี้ภัยมาอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อหนีเงื้อมมือของฝ่ายฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม นอกจากนั้นสืบเนื่องมาจากการสู้รบระหว่างฝ่ายเวียดนามกับฝ่ายฝรั่งเศสที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ และฝ่ายฝรั่งเศสพ่ายแพ้ที่เดียนเบียนฟู ผู้อพยพลี้ภัยเวียดนามก็ทะลักเข้ามาที่ประเทศไทยอีกจำนวนหนึ่ง และได้รับการต้อนรับขับสู้ด้วยดีจากปวงชนชาวไทย และต่างก็ได้มาเป็นพลเมืองไทยอย่างสมบูรณ์แบบ บรรดาลูก หลาน เหลน ต่อๆ มา ต่างก็มีความเจริญก้าวหน้าในสาขาอาชีพต่างๆ ที่โดดเด่นก็คือ ความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งต่างๆ ของระบบราชการในไทย
จนเมื่อปี พ.ศ. 2497 เวียดนามได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศคือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ ฝ่ายเวียดนามเหนืออยู่ในค่ายคอมมิวนิสต์ และฝ่ายเวียดนามใต้อยู่ในค่ายโลกเสรี ซึ่งในสงครามกลางเมืองระหว่างทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยได้จัดส่งกองกำลังทหารไปร่วมมือช่วยเหลือฝ่ายเวียดนามใต้ในสงครามที่เรียกว่าสงครามอินโดจีน แต่ในที่สุดฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือได้บุกยึดกรุงไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2518 กระทั่งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 เวียดนามเหนือ-ใต้ จึงได้กลับไปรวมเป็นประเทศหนึ่งเดียวกันภายใต้การนำของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในนาม สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยในช่วงปี พ.ศ. 2519 ไทยกับเวียดนามได้เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2522 ไทยกับเวียดนามก็ต้องกลับมาเป็นคู่อริอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเวียดนามได้ตัดสินใจกรีธาทัพเข้าสู่และยึดครองกัมพูชา จากปี พ.ศ. 2522-2532 กองกำลังของเวียดนามได้เข้ามาประชิดชายแดนไทย แต่ไทยขณะนั้นได้ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน และมิตรประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน ทำการต่อต้านและบีบคั้นเวียดนาม จนเกิดการประชุมสันติภาพกัมพูชา ที่กรุงปารีสในปี พ.ศ. 2534 และในปี พ.ศ. 2535-2536 ความขัดแย้งก็ยุติลงด้วยการกำหนดให้องค์การสหประชาชาติเป็นผู้บริหารประเทศกัมพูชาเป็นการชั่วคราว พร้อมจัดการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ และการจัดการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย (สยาม) กับเวียดนาม (ฝ่ายญวน) ในอดีตที่ผ่านมาโดยทั่วไป จะมีทั้งการขัดแย้ง (Conflict) และความร่วมมือ (Cooperation) แต่ในปัจจุบันนี้ ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศได้ก้าวไปเป็นเรื่องของความร่วมมือในกรอบต่างๆ และการแข่งขันกันในเรื่องเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว ตามกฎเกณฑ์กติกาสากล (Cooperation and Competition) เป็นหลัก
มาบัดนี้ทั้ง 2 ประเทศ ได้ตกลงที่จะเป็นมิตรคู่คิด และคู่ค้าร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์ (Partnership) และต่างก็มีพันธกรณีที่จะร่วมมือกันในการขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง และประชาคมอาเซียน ซึ่งการที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ของไทย เสด็จฯ เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 14-16 กันยายนนี้ ก็เป็นเสมือนการให้ศีลให้พร ให้ความศักดิ์สิทธิ์ ต่อมิตรไมตรีของทั้งสองประเทศ เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ทั้งสองประเทศต่างสามารถก้าวข้ามเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นและไม่งดงามไปได้ และเลือกที่จะไม่เอาเรื่องของความขัดแย้งในอดีตมากล่าวอ้างเพื่อปรักปรำกัน หรือมาเร้าอารมณ์ให้เกิดความเกลียดชังกัน บ่งบอกความเป็นผู้มีความสุขุมคัมภีรภาพ มีหลักมีเกณฑ์ (Maturity) อยู่กับปัจจุบันของการร่วมมือกัน และปูทางสู่อนาคตที่สดใส ซึ่งก็ต้องเป็นภาระหน้าที่ของชาวไทยและชาวเวียดนามในยุคปัจจุบัน
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

