บทบรรณาธิการ : 18 กันยายน 2569

เอาให้สุดแล้วไปหยุดที่ศาล
ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนทางการเมืองเกิดขึ้นทันที หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติยกคำร้องไม่ส่งศาลฎีกาในคดีฮั้วสว.ต่อบรรดารัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรค จำนวนทั้ง 21 คนของภูมิใจไทย ท่ามกลางความเห็นอันหลากหลายจากฝ่ายการเมืองและนักวิเคราะห์ที่มองว่า นี่ไม่ใช่ฉากอวสาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของนิติสงคราม และการเมืองขั้นต่อไป
คดีนี้ผู้ถูกกล่าวหามีทั้งสิ้น 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามที่เข้าใจกัน โดยใน 7 ข้อกล่าวหานั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนสำคัญสุดเป็นข้อกล่าวหาที่ 1-2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน ซึ่งมติ กกต.ทั้ง 7 คน มีทั้งเป็นเอกฉันท์ และไม่เป็นเอกฉันท์ โดยในส่วนบิ๊กเนมพรรคนั้น ปรากฏว่า กกต.เสียงแตกเป็น 5 ต่อ 2 เสียง
อีกสองส่วน เป็นเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้ส่งฟ้องศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเอาผิดกับ สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 26 คน และสุดท้ายคือส่วนที่สาม เป็นมติเอกฉันท์ 7 เสียง เห็นชอบให้ส่งศาลฎีกาดำเนินคดีกับกลุ่มโหวตเตอร์ผู้สมัคร สว.และบุคคลอื่น ที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยง รวมกันเบ็ดเสร็จ 77 คน ทั้งหมด
ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวหาที่ 3-7
มีคำถามตามมาทันทีว่า คดีฮั้วสว.จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะส่งแรงกระเพื่อมถึงสถานการณ์ทางการเมืองแค่ไหน ถ้าตามขั้นตอนก็คือในส่วนของ 77 คนนั้น ทาง กกต.จะทำคำวินิจฉัยสำนวนคดีนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นก็จะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ถ้าเป็น 26 สว.ชุดปัจจุบัน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา
นี่คือกลุ่มคดีในส่วนที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล อาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือเป็นปีๆ ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน แต่สำหรับกกต. และรัฐบาลในซีกของพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่งรอดคดีนั้น คงจะอยู่ไม่เป็นสุขอย่างที่ว่า เกมการเมืองอันแหลมคมจะตีคู่ขนานมากับนิติสงคราม ดูแล้วน่าจะต้องเผชิญแรงกระแทกสาหัสกว่าคณะ 77 คน ที่โดนสั่งฟ้องเสียด้วยซ้ำ
เพราะแม้ว่าเสียงข้างมาก นำโดยนายณรงค์ กลิ่นวารินทร์ ประธาน กกต. ออกมาอธิบายเหตุผลสั่งไม่ฟ้อง 21 นักการเมืองว่า หลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ โดยเฉพาะพยานปากเอกรหัส 16/26 ซึ่งได้กลับคำให้การนั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรก แต่ดูเหมือนว่าคำอธิบายจะถูกโต้แย้งกลับมาอย่างแหลมคม โดยเฉพาะจากกกต.เสียงข้างน้อย ที่ยืนยันว่าหลักฐานมีพอที่จะเอาผิดได้
ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน นักกฎหมาย และองค์กรต่างๆ ที่ติดตามคดีนี้มาตั้งแต่ต้น ได้ยกระดับความเคลื่อนไหวเข้มข้น เริ่มมีการนำข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ ออกมาโต้แย้งแบบช็อตต่อช็อต พร้อมประกาศใช้มาตรา 157 การยื่นผ่าน ป.ป.ช.รวมทั้งอาจร้องต่อศาลฎีกาหรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเอาผิดในข้อหาล้มล้างการปกครอง และศึกซักฟอกที่กำลังจะตามมา
อย่างไรก็ตาม โดยพฤติการณ์คดีนี้ทั้งซับซ้อนและทิ้งเกลื่อนไปด้วยข้อพิรุธสงสัยมากมาย แม้ว่าบางส่วนถูกตัดตอนไปบ้าง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของบทต่อไปในการพิสูจน์ความจริง เพราะยังมีช่องทางส่งหลักฐานไปให้พิจารณาในชั้นศาลฎีกาได้ ฉะนั้นการใช้ช่องทางกฎหมายต่อสู้หักล้างกันด้วยพยานหลักฐานโดยให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดนั้นเป็นทางออกดีที่สุดแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

