โรคไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ไม่ควรละเลย

โรคไขมันพอกตับ ถือเป็นโรคที่มีความสำคัญ และใกล้ตัวมาก เพราะพบได้บ่อย และมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวิถีชีวิตปัจจุบันที่มีแนวโน้มจะออกกำลังกายลดลง และทานอาหารประเภทที่ก่อให้เกิดความอ้วนมากขึ้น
โดยงานวิจัยพบว่าในปัจจุบัน ร้อยละ 20 ของคนไทยเป็นโรคนี้ โดยในระยะแรก ผู้มีไขมันพอกตับมักไม่มีอาการ การตรวจเลือดอาจพบหรือไม่พบการอักเสบของตับก็ได้ และเมื่อระยะเวลาผ่านไป การดำเนินโรคอาจรุนแรงขึ้น เกิดการอักเสบอย่างเรื้อรังของเซลล์ตับ ทำให้เซลล์ตับเสียหาย ทำงานได้น้อยลง เกิดพังผืดมาแทน จนเป็นโรคตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับตามมาได้ ทั้งนี้ พบว่าร้อยละ 20-30 ของผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับจะมีการอักเสบและมีโอกาสพัฒนาเป็นตับแข็งได้ โดยใช้เวลาเฉลี่ย 15-30 ปี
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคไขมันพอกตับ คือ ความอ้วนหรือลงพุง และโรคทางเมตาบอลิกต่างๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ และ ความดันโลหิตสูง ซึ่งภาวะเหล่านี้มักจะมีความผิดปกติของระบบเผาผลาญของร่างกายร่วมด้วย และจะทำให้พลังงานส่วนเกินของร่างกาย ไม่ว่าจะในรูปแบบของไขมัน แป้ง หรือน้ำตาล เปลี่ยนแปลงเป็นไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ขนาดเล็ก และมาสะสมของไขมันในเซลล์ตับได้ ซึ่งในผู้ป่วยบางรายก็จะเกิดตับอักเสบเรื้อรังตามมา การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับโดยทั่วไป สามารถทำได้โดยการตรวจอัลตราซาวด์ตับ กรณีที่มีไขมันพอก จะพบว่าตับมีสีขาวมากขึ้นกว่าปกติ ส่วนการอักเสบ และ/หรือพังผืดในตับอาจบอกได้จากผลเลือด ALT, FIB-4 หรือตรวจความยืดหยุ่นของตับโดยเครื่องไฟโบรสแกน
ผู้ที่มีความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น และผู้ที่มีผลเลือด ALT สูงผิดปกติ หรือพบความผิดปกติของตับจากอัลตราซาวด์ จึงควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินรักษาและติดตามอย่างถูกต้อง
ปัจจุบันยังไม่มียาในการรักษาโรคไขมันพอกตับให้หายขาด การรักษาที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดไขมัน และลดการอักเสบในตับคือการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน โดยแนะนำลดน้ำหนักลงอย่างน้อยร้อยละ 7-10 จากน้ำหนักเดิม หรือทำให้ดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติน้อยกว่า 25 โดยการลดอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์) โดยหลักการควบคุมอาหาร คือ ควรลดการทานอาหารประเทคาร์โบไฮเดรต (แป้ง และน้ำตาล) และอาหารมันให้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือผัด (พยายามทำอาหารโดยการต้ม ลวก หรือนึ่ง) หลีกเลี่ยงการทานผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลสูง และเครื่องดื่มรสหวาน โดยเฉพาะที่น้ำตาลฟรุกโตส เช่น น้ำอัดลม น้ำเชื่อม ชาหรือกาแฟเย็น (ที่เติมน้ำตาลหรือนม) หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ทานอาหารช่วงดึก ทั้งนี้การลดน้ำหนักนอกจากจะช่วยให้ตับดีขึ้นแล้ว ยังจะช่วยทำให้โรคทางเมตาบอลิกอื่นๆที่พบร่วมดีขึ้นด้วย เช่น การควบคุมระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันโลหิต
ยาที่มีผลการวิจัยพบว่าสามารถลดการสะสมของไขมันและการอักเสบของตับ ได้แก่ วิตามินอี ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ และยารักษาโรคเบาหวาน ได้แก่ ยากลุ่มกระตุ้นตัวรับจีแอลพี-วัน (GLP-1 RA) และ ไพโอกลิทาโซน อย่างไรก็ตามควรเลือกใช้ยารักษาโรคไขมันพอกตับ มีทั้งประโยชน์และโทษ ควรเลือกใช้เฉพาะรายที่เหมาะสมภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันจากงานวิจัยคุณภาพสูงในมนุษย์ว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอื่นๆจะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไขมันพอกตับ
รศ.พิเศษ นพ. เฉลิมรัฐ บัญชรเทวกุล
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลราชวิถี
และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

