เมื่อนายกฯ พูดแบบ ‘เหาะเกินกรุงลงกา’

จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวระหว่างมอบนโยบายกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ถึงปัญหาคนต่างด้าวและการขอจัดตั้งสุสานส่วนตัว โดยมีถ้อยคำตอนหนึ่งว่า “จะตายก็ไปตายที่บ้านโน้น ไม่ต้องมาตายที่นี่” ซึ่งปรากฏตรงกันในรายงานข่าวหลายสำนัก
นายเวชยันต์ ช้างรักษา กรรมการบริหารพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า ในทางปฏิบัติย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดว่าชาวต่างชาติจะต้องไม่เสียชีวิตในประเทศไทย เพราะอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย หรือเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
สิ่งที่รัฐบาลทำได้และควรทำมากกว่า คือ กำหนดแนวทางการจัดการกรณีชาวต่างชาติเสียชีวิตในประเทศไทยให้มีความชัดเจน เป็นมาตรฐานเดียวกัน และประสานกับสถานทูตหรือกงสุลของประเทศต้นทางอย่างเป็นระบบ โดยควรพิจารณากำหนดขั้นตอนตั้งแต่การแจ้งญาติและสถานทูต การพิสูจน์และออกเอกสารการเสียชีวิต ตลอดจนแนวทางส่งร่างกลับประเทศต้นทาง หรือกรณีที่ครอบครัวประสงค์ให้ฌาปนกิจในประเทศไทย ก็ต้องมีระบบสำหรับการส่งอัฐิกลับประเทศ โดยคำนึงถึงกฎหมาย ความประสงค์ของครอบครัว และหลักศาสนาของ
ผู้เสียชีวิตด้วย
ในทางกงสุล การส่งร่างหรืออัฐิข้ามประเทศเป็น
กระบวนการที่ต้องมีเอกสารและการประสานงานหลายฝ่ายอยู่แล้ว ตัวอย่างแนวปฏิบัติของกรมการกงสุลสำหรับคนไทยที่เสียชีวิตในต่างประเทศก็มีทั้งทางเลือกการนำร่างกลับประเทศ และการฌาปนกิจหรือฝังในต่างประเทศก่อนส่งอัฐิกลับไทย
ส่วนประเด็น การขอจัดตั้งสุสานหรือฌาปนสถานสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทย ควรแยกออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และต้องดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถานกำกับอยู่แล้ว ขณะที่การถือครองที่ดินของคนต่างด้าวก็มีข้อจำกัดและเงื่อนไขเฉพาะตามกฎหมายที่ดิน
“ประเด็นสำคัญไม่ใช่การพูดว่าชาวต่างชาติควรไปเสียชีวิตที่ไหน แต่คือรัฐบาลต้องมีกติกาที่ชัดว่า หากมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นในประเทศไทย จะดำเนินการอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และจะป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินหรือการจัดตั้งสุสานได้อย่างไร”
นายเวชยันต์เห็นว่า กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานท้องถิ่น ควรร่วมกันกำหนดมาตรฐานกลางให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันการพิจารณาเรื่องที่ดิน สุสาน หรือฌาปนสถานต้องใช้กฎหมายกับทุกกรณีอย่างตรงไปตรงมาและตรวจสอบได้
“ประเทศไทยต้อนรับผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยว อยู่อาศัย หรือประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย แต่รัฐก็ต้องมีกติกาที่ชัดเจน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและผลประโยชน์สาธารณะของประเทศ” นายเวชยันต์ กล่าว
อนึ่ง เรื่องการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ “ยิว” หรืออิสราเอลนั้น ความโดดเด่นมิได้อยู่ที่ “นายอนุทิน” ซึ่งพูดเสียเข้ม แต่เกินความพอดี คนที่ปฏิบัติได้อย่างดีและพูดอย่างพอดี กลับเป็น นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
1) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการเดินหน้าปราบปรามกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยมิชอบในประเทศไทย โดยระบุว่า ความกังวลของคนไทย แบ่งออกเป็นประเด็นหลักๆ คือ การหลั่งไหลเข้ามาของชาวต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต พังงา สมุย และพะงัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นชาวอิสราเอลที่เข้ามาทำธุรกิจ แย่งงาน และแย่งลูกค้า จนเม็ดเงินตกอยู่กับต่างชาติมากกว่าคนไทย อีกทั้งคนในพื้นที่ยังพบเห็นพฤติกรรมความผิดปกติในการเริ่มครอบครองอาคารพาณิชย์ ธุรกิจ และโรงแรม จนเกิดคำถามว่าเข้ามาทำธุรกิจบนแผ่นดินไทยอย่างถูกต้องได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม นายพลพีร์ ย้ำว่า ต้องแยกแยะระหว่างคนดีและคนผิด เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่น่ารัก ชื่นชอบธรรมชาติ และประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายก็มีอยู่มาก แต่ในส่วนของกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย ทางกระทรวงมหาดไทยยืดหยัดว่าจะไม่มีการนิ่งดูดายอย่างเด็ดขาด
2) ก่อนหน้านี้ นายพลพีร์พร้อมด้วยกรมการปกครอง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทจดทะเบียนทำธุรกิจโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งสร้างอาคาร 5 ชั้นเสร็จสิ้น แต่ไม่มีการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม เมื่อเข้าตรวจค้นกลับพบว่าถูกใช้เป็น “ชาบัด” (ศาสนสถานของชาวยิว)
กรณีดังกล่าว นำไปสู่ข้อสงสัยใน 2 ประเด็นหลัก คือ
• แหล่งที่มาของเงินทุน: การซื้อที่ดินทำเลทองในป่าตองและสร้างอาคาร 5 ชั้นขนาดใหญ่ มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา มีป้อมยามดูแลอย่างดี ต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งยังไม่ทราบที่มา
• การปิดกั้นพื้นที่โดยอ้างศาสนา: หากอ้างว่าเป็นศาสนสถาน แต่กลับกีดกันไม่ให้คนสัญชาติอื่นหรือศาสนาอื่นเข้าพื้นที่ ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมของประเทศไทยที่วัด โบสถ์คริสต์ หรือมัสยิด ล้วนเปิดต้อนรับทุกเชื้อชาติศาสนา
จึงนำไปสู่การขยายผลเพื่อตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
3) จากการขยายผลจากจุดนี้ ไปยังพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน เจ้าหน้าที่พบกลุ่มชาวอิสราเอลทำธุรกิจโดยใช้นอมินีคนไทยอย่างชัดเจน รวมถึงพบปมขัดแย้งวิวาทระหว่างชาวอิสราเอลกับเจ้าของสวนสัตว์ที่สมุย และปมปัญหาการทำสุสานที่ จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้ประเด็น “กลุ่มชาวยิว-อิสราเอล” ถูกสังคมจับตามองอย่างต่อเนื่อง
นายพลพีร์ ยอมรับว่า
• จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า ทั้งหมดคือ
เครือข่ายความสัมพันธ์เดียวกัน โดยมีพฤติกรรมและ
หลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน
• บริษัทที่เป็นเจ้าของสุสานที่ฉะเชิงเทรา เป็นเจ้าของเดียวกับชาบัดที่ป่าตอง ภูเก็ต และพื้นที่อื่นๆ ผู้ก่อตั้งหลักเป็น ชาวอิสราเอล 3 ราย ซึ่งปัจจุบันแปลงสัญชาติได้สัญชาติไทยทั้งหมด
• ทั้ง 3 คน มีบริษัทร่วมกัน และแยกย้ายไปเป็นเจ้าของหรือกรรมการบริหารบริษัทในเครือข่ายอีก หลายสิบบริษัท ประกอบธุรกิจหลากหลายรูปแบบ
4) นอกจากนี้ เครือข่ายดังกล่าวกำลังขยายทุนเข้ามาสร้างชาบัดแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ บริเวณ ซอยสุขุมวิท 22 โดยขออนุญาตสร้างอาคาร 8 ชั้น (อยู่ใต้ดิน 3 ชั้นบนดิน 5 ชั้น) ซึ่งใช้เงินมูลค่ามหาศาลและยังไม่ทราบแหล่งที่มา รวมถึงยังไม่มีราคาประเมินอาคารที่แน่ชัด ขณะนี้มหาดไทยกำลังประสานกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อขอตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างและเหตุผลต่างๆ อย่างละเอียด
“อย่างไรก็ตาม ชาบัดที่สุขุมวิท ยังถือเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับขนาดโครงข่ายทั้งหมด”
5) นายพลพีร์เปิดเผยว่า เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจค้นที่พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองใหญ่ของขบวนการนี้ และ ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกหมายเรียกเรียบร้อยแล้ว ในกรณีของชลบุรี เนื่องจากมีพฤติการณ์ใช้นอมินีถือครองบริษัท โรงแรม อาคาร และที่ดินอย่างชัดเจน
6) สำหรับกรณี “สุสานที่เจริญกรุง” นายพลพีร์ชี้แจงว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้” เนื่องจากพื้นที่เจริญกรุงเป็นสุสานถูกต้อง มีใบอนุญาต และมีเจ้าของเป็นคนไทย กลุ่มชาวอิสราเอลเพียงมาขอเช่าพื้นที่ต่อจำนวน 112 ตารางวา เพื่อใช้ฝังศพคนชาติตนเองซึ่งถือว่าทำได้ตามกฎหมายและไม่ผิดปกติ
7) เมื่อถูกถามถึงกรณีที่กลุ่มทุนดังกล่าว พำนักอยู่ในไทยมานานหลายสิบปีและมีสัญชาติไทย จะทำให้การดำเนินคดีสะดุดหรือไม่ นายพลพีร์ ตอบอย่างดุดันว่า
“นานไม่นาน ไทยไม่ไทย ถือสัญชาติไหนไม่เกี่ยวครับ คือ ถ้าเกิดผิดเราก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกันไม่หวั่นเกรง”
“การที่พวกเขาได้สัญชาติไทยกลับเป็นผลดีต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะสามารถบังคับใช้กฎหมายไทยได้อย่างเต็มที่ หาก DSI และมหาดไทยขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้วพบความผิดจริง สามารถดำเนินการยึดทรัพย์ พร้อมทั้งสั่งถอนสัญชาติและเนรเทศออกนอกประเทศทันที ขอให้ประชาชนอย่ากังวล” นายพลพีร์กล่าว
8) ส่วนมิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายพลพีร์ ระบุว่า ต้องแยกแยะ หากเข้ามาลงทุนถูกต้อง เช่น ผ่านช่องทาง BOI หรือมีพาร์ทเนอร์คนไทยจริงๆ ประเทศไทยพร้อมต้อนรับและสนับสนุน แต่สิ่งที่ตรวจพบในขณะนี้คือการกระทำความผิดชัดเจน และเชื่อว่าไม่ได้ผิดแค่บริษัทเดียวแต่ระบาดไปทั้งโครงข่าย
ส่วนการประสานงานกับทางการอิสราเอลหรือสถานทูตนั้น เบื้องต้น ยังไม่ได้ร่วมมือกันสืบสวน เนื่องจากเป็นคนละส่วนงาน แต่ทางเอกอัครราชทูตอิสราเอลได้เข้าพบตัวแทนฝั่งไทย เพื่อแสดงความกังวลต่อกระแสตอบรับของคนไทย ที่มีต่อชาวอิสราเอล ซึ่งทางมหาดไทยได้ทำความเข้าใจแล้วว่า ทุกชาติมีทั้งคนดีและคนไม่ดี จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจในการบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนหลังจากนี้จำเป็นต้องรอบคอบรัดกุมที่สุด เพื่อทลายทุนสีเทาข้ามชาตินี้ให้หมดสิ้น โดยไม่ปล่อยให้คนบนยอดพีระมิดรอดลอยนวลไปได้
9) รายงานข่าวแจ้งว่า จากการทำงานร่วมระหว่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และมหาดไทย ได้ตรวจสอบพบข้อมูล กลุ่มบุคคลชาวยิว ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเป็นเวลายาวนาน โดยตั้งข้อสงสัยเงินลงทุนจำนวนมาก ที่กระจายไปยังบริษัทต่างๆ มากกว่า 40 บริษัท โดยขณะนี้ ดีเอสไอ กำลังแกะรอย กลุ่มบริษัทเหล่านี้ เพราะเริ่มต้นจากนักธุรกิจชาวยิว เครือข่ายเดียวกัน ซึ่งประเมินมูลค่าเงินลงทุนขณะนี้ ถึงระดับหมื่นล้านบาท
สรุป : กรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทยถึงการเอารัดเอาเปรียบของคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยว่า ขอชื่นชมนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เป็นเรื่องถูกต้อง และเป็นกำลังใจแก่คนทำงานที่ดี
การสื่อสารว่า “หากมาอยู่ในประเทศนี้แล้ว ทำมาหากินสุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช้กำลังของตัวเอง สติปัญญา เงินทุน และระบบต่างๆ มาเอาเปรียบคนไทยก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าเข้ามาแล้วมีพฤติกรรมก้าวร้าวข่มขู่ ข่มเหง แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ก็ต้องดำเนินการเต็มที่” ก็ถูกต้องแล้ว
แต่การกล่าวว่า “การตั้งศาสนสถาน อยู่ดีๆ ไปตั้งเองไม่ได้ รูปแบบต่างๆ ต้องเคารพต่อสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยด้วย ล่าสุดทราบมาว่า มีการขอสร้างสุสานส่วนตัวอีก มันเกินไปแล้ว เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว มาก็มาหากินสุจริต จะตายก็ไปตายที่บ้านโน้นไม่ต้องมาตายที่นี่ แล้วก็อย่ามาเอารัดเอาเปรียบ และเรื่องศาสนสถานที่ขออนุญาตตั้งเป็นร้านอาหาร แต่มีศาสนสถานอยู่ก็ไม่ได้” เป็นคำกล่าวที่ “เกินไป”
นายอนุทินควร “ทำให้ชัดกว่าพูด” ควร “พูดให้เบากว่าทำ” อย่าพูดแรง แต่ทำเบา หรือถึงขั้นมิได้ทำอะไร
อย่าใช้ พลพีร์ สุวรรณฉวี เป็นแค่ “รัฐมนตรีช่วย”
แต่ต้องใช้เป็นเครื่องมือช่วย “เตือนสติ” ด้วยว่า “คนทำเขายังพูดแค่นี้ เราแค่คนสั่ง อย่าพูดแบบเหาะเกินลงกา”
ประเดี๋ยวจะพาสถานการณ์เลยเถิด !!

