ชาวบ้านโล่งอก รื้อแล้วป่าช้ายิว ขนศพออกหมด พ้นฉะเชิงเทรา

ชาวบ้านโล่งอก
รื้อแล้วป่าช้ายิว
ขนศพออกหมด
พ้นฉะเชิงเทรา
ชาวบ้านโล่งอก หลังมีการปรับพื้นที่สุสานยิวเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังย้ายร่าง 4 ร่าง เปิดพื้นที่ให้สื่อบันทึกภาพสร้างความชัดเจน
หลังจากกรณีสุสานชาวยิวในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นที่ติดตามของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้มีการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตจำนวน 4 ร่างออกจากพื้นที่สุสาน ล่าสุด วันนี้(18ก.ย.69) มีความเคลื่อนไหวภายในพื้นที่อีกครั้ง เมื่อบริษัท กาน ชาบาด จำกัด เข้าดำเนินการปรับสภาพพื้นที่ภายในสุสาน ภายหลังการเคลื่อนย้ายร่างทั้งหมดออกจากพื้นที่แล้ว
การดำเนินการดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้เข้าร่วมสังเกตการณ์ ประกอบด้วย รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่บางส่วนที่เดินทางมาติดตามสถานการณ์ เพื่อให้เห็นความคืบหน้าของการดำเนินงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ประสานขอความร่วมมือจาก อบต.เสม็ดใต้ ในการดูแลและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการดำเนินงานภายในสุสาน รวมถึงการปรับพื้นที่ให้มีความเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ของ อบต.ทำหน้าที่สังเกตการณ์และอำนวยความสะดวก ขณะที่การดำเนินการปรับพื้นที่เป็นส่วนของบริษัทฯ
ทั้งนี้ หนังสือของบริษัท กาน ชาบาด จำกัด ลงวันที่ 14 กันยายน 2569 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ ถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ ระบุถึงการขอความร่วมมือในการดูแลสถานที่และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สุสาน เพื่อให้บริเวณโดยรอบมีความเรียบร้อย และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่โดยรอบ พร้อมระบุว่าบริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ
สำหรับบรรยากาศในวันนี้ มีการเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนสามารถเข้าบันทึกภาพการดำเนินงานได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและเห็นสภาพพื้นที่ภายหลังการเคลื่อนย้ายร่างทั้ง 4 ร่างออกไปแล้ว
ด้านประชาชนบางส่วนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ยังคงติดตามรายละเอียดของการจัดการพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับสภาพพื้นที่ภายในสุสาน และประเด็นต่าง ๆ ที่ยังอยู่ในความสนใจของชุมชน เพื่อให้การดำเนินการหลังจากนี้มีความชัดเจนและเป็นไปอย่างเรียบร้อย
ขณะนี้การดำเนินการในพื้นที่อยู่ในขั้นตอนการปรับสภาพและจัดการพื้นที่ภายหลังการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 4 ร่างออกจากสุสาน ซึ่งประชาชนในพื้นที่ยังคงติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าพื้นที่จะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและไม่มีผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ด้านคณะพนักงานสอบ สวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พิจารณาออกหมายเรียกบุคคลธรรมดา 10 ราย ในฐานะพยาน เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อตั้งและดำเนินธุรกิจของสำนักงานกฎหมายสากลเคที อินเตอร์เนชั่นแนล ลอร์แอนด์บิสซิเนส, บริษัทโคซี่ บีช วิว จำกัด และบริษัทโลตัส พาราไดซ์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด โดยประเด็นการสอบ สวนมุ่งตรวจสอบว่า บริษัทดังกล่าวประ กอบธุรกิจจริงในลักษณะใด ใครเป็นผู้ดำเนินกิจการ ตลอดจนตรวจสอบข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องว่า มีการดำเนินการใดที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประ กอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หรือไม่
คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากข้อมูลเกี่ยวกับการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงข้อมูลที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้บุคคลไทยซึ่งทำงานในสำนักงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีชื่อเป็นกรรมการบริษัทแทน ซึ่งเป็นประเด็นที่ DSI ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างละเอียดก่อนสรุปข้อกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม คณะพนักงานสอบสวนย้ำว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนสอบปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐาน บุคคลทั้ง 10 รายถูกเรียกมาในฐานะพยาน และยังไม่มีการออกหมายเรียกบุคคลใดเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หรือดำเนินคดีกับกรรม การบริษัทหรือบุคคลใดในประเด็นดังกล่าว แต่หากการสอบปากคำพยานทั้ง 10 รายพบข้อมูลหรือประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนจะพิจารณาเรียกพยานรายอื่นเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามลำดับ
สำหรับกรณี “แรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์” คณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ระบุว่ายังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินพยานหลักฐาน โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง “ชาบัด เฮ้าส์” ในจังหวัดต่างๆ รวมถึงตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับการก่อสร้างใน จ.ภูเก็ตหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะพิจารณาตาม
พยานหลักฐานว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 หรือไม่ หากพบองค์ประกอบความผิดตามบัญชีแนบท้ายกฎหมายดีเอสไอ จะพิจารณาเสนออธิบดีDSI เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการรับเป็นคดีพิเศษต่อไป
ขณะเดียวกัน มีรายงานเพิ่มเติมว่าจากการตรวจสอบข้อมูลกลุ่มชาวอิสราเอลที่เกี่ยว ข้องกับนายไมมอน ซึ่งเชื่อมโยงกับการบริหารบริษัทโคซี่ บีช วิว จำกัด และบริษัท โลตัส พาราไดซ์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด รวมถึงบริษัทซิลาด โฮลดิ้ง จำกัด ในกรอบการสอบสวนคดีพิเศษที่ 135/2569 พบข้อมูลเครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน จ.ชลบุรี อย่างน้อย 14 บริษัท ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นอีกประเด็นที่พนักงานสอบ สวนต้องนำมาประกอบการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล นิติบุคคล การประ กอบธุรกิจและการถือครองทรัพย์สิน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายในขั้นตอนต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

