คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘ทักษิณ’ใช้คาถา‘ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย’ภาษี 1.76 หมื่นล้าน
บุคคลเช่น“ทักษิณ ชินวัตร”อดีตนักโทษคดีทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดินนั้น ได้ชื่อจนถูกเรียกฉายาว่า“โกงโคตร” ซึ่งเวลานี้ แม้ว่าจะพ้นโทษแล้วหลังจากได้รับพระราชอภัยโทษเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีคดีที่จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท จากการขาย“หุ้นชินคอร์ป”เมื่อ 20 ปีก่อนให้แก่กรมสรรพากร
เงินจำนวนดังกล่าว ตัวเลขเต็มๆ ก็คือ 17,629 ล้านบาท โดยศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 บังคับให้“ทักษิณ ชินวัตร”ต้องจ่ายเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่กรมสรรพากร จากการขายหุ้น“ชินคอร์ป”มูลค่ากว่า 73,271 ล้านบาท ให้แก่กลุ่มบริษัทในเครือ“เทมาเส็ก”ของสิงคโปร์ ในปี 2549 ซึ่งในช่วงเวลานั้น“ทักษิณ”มีอำนาจคับประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
“ทักษิณ ชินวัตร” เจ้าของอาณาจักรบริษัทในเครือ“ชินคอร์ป”ของ“ตระกูลชินวัตร” ใช้วิธีจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตและโอนหุ้นผ่านลูกชายลูกสาว คือ“พานทองแท้ ชินวัตร”กับ“พินทองทา ชินวัตร” จากการจัดตั้งบริษัท“แอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์”(Ample Rich Investments Ltd.) บนหมู่เกาะบริติช เวอร์จิน (British Virgin Islands) ซึ่งเป็นเขตปลอดภาษี เพื่อให้ลูกชายลูกสาวเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปแทนตนเองที่ลงเล่นการเมือง
ในรายละเอียดของการ“ซิกแซก”แบบ“นิติกรรมอำพราง”นั้น มีการโอนหุ้นผ่านตัวแทนหรือ“นอมินี ให้กับ “พานทองแท้ ชินวัตร” และ“พินทองทา ชินวัตร” ด้วยวิธีการซื้อหุ้นชินคอร์ป ฯ จากบริษัท“แอมเพิลริช อินเวสท์เมนท์”ในราคา 1 บาทต่อหุ้น ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด เนื่องจากในเวลานั้นราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 49.25 บาทต่อหุ้น จึงเกิดส่วนต่างของราคาหุ้นระหว่างราคาตลาดกับราคาจริง ทำให้ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ฯจำนวนที่แท้จริงเป็นเงิน 15,883,900,000 บาท หรือ 1.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ จากการทำ“นิติกรรมอำพราง”ดังกล่าว โดยที่“ทักษิณ ชิวัตร”เป็นเจ้าของหุ้น“ชินคอร์ป”ตัวจริง แต่ให้“พานทองแท้ ชินวัตร” และ“พินทองทา ชินวัตร” เป็น“นอมินี”ถือหุ้นแทน เมื่อตามไปดูคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลได้ระบุไว้ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติการณ์ของ“ทักษิณ”ในการเลี่ยงภาษีว่า
“เป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์”
คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรนี้ สืบเนื่องมาจาก“ทักษิณ ชินวัตร”จงใจจะเบี้ยวไม่ยอมจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่กรมสรรพากร ตามที่กรมสรรพากร ได้ติดตามทวงย้อนหลังในเดือนมีนาคม 2560 จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท (ภาษี, เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม) แต่“ทักษิณ”ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนการประเมินภาษีดังกล่าวของกรมสรรพากร และในเวลาต่อมาศาลภาษีอากรกลางได้พิพากษาให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษีตามที่โจทก์ยื่นฟ้อง
หลังจากศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาดังกล่าวออกมา กรมสรรพากรก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ซึ่งในที่สุดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ก็มีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรชนะคดี และ“ทักษิณ ชินวัตร”ต้องจ่ายชําระหนี้ภาษีอากร จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาทแก่กรมสรรพากร
ล่าสุดอย่างที่กล่าวไว้แต่ต้น ว่า“ทักษิณ ชินวัตร”อดีตนักโทษคดีทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดินผู้นี้นั้น ได้ชื่อจนถูกเรียกฉายาว่า“โกงโคตร” ก็ดิ้นต่อด้วยเจตนาที่จะ“เบี้ยว”ไม่ยอมจ่ายภาษีจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาทให้แก่กรมสรรพากร ด้วยการยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และร้องขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อห้ามกรมสรรพากรกระทำซ้ำหรืออายัดทรัพย์สินต่อเนื่อง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา โดยศาลภาษีอากรกลางได้นัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 และนัดชี้สองสถานพร้อมสืบพยานในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569
เหตุผลอันเป็นข้ออ้างในการยื่นฟ้องของ“ทักษิณ ชินวัตร” ก็คือ หลังจากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 5 ปีในคดี“ขายหุ้นชินคอร์ป” พร้อมกับถูกยึดเงินจำนวน 46,373,687,454.70 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากการขาย“หุ้นชินคอร์ป” คงเหลือให้ต้องชำระภาษีอีกต่อไป และอีกทั้งการที่กรมสรรพากรจะยึดและอายัดทรัพย์จำนวน 1.76 ล้านบาท จึงเป็นการยึดและอายัดซ้ำซ้อนกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของ“ทักษิณ ชินวัตร” พูดถึงเรื่องนี้แทน“ทักษิณ”ว่า “เมื่อเงินได้ทั้งหมดจากการขายหุ้นถูกรัฐยึดไปแล้ว จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดคงเหลือให้นำมาคำนวณภาษีประจำปี 2549 อีกต่อไป การที่กรมสรรพากรยังคงติดตามยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติม จึงเป็นการบังคับคดีที่ซ้ำซ้อนและเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย กรมสรรพากรควรไปขอรับเงินภาษีดังกล่าวจากกระทรวงการคลังแทนการยึดอายัดทรัพย์สินส่วนอื่นของท่านทักษิณเพิ่มอีก”
ต้องดูกันต่อว่า“ทักษิณ ชินวัตร”ที่ยึดคาถา“ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”จะซื้อเวลาไปได้นานแค่ไหน ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

