คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ทำอย่างไรให้คนไทย ‘มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน’ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ปลุกศักยภาพ รื้อโครงสร้าง และทลายการผูกขาด
“การเพิ่มรายได้ประเทศไทยที่ว่ายาก แต่การเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านไทยยากยิ่งกว่า”
บทนำ: ทำไมแค่นโยบาย “แจกเงิน” ถึงไม่เคยช่วยให้เรารวยขึ้นอย่างยั่งยืน?
หลายปีที่ผ่านมา พวกเรามักได้ยินข่าวเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงินสด หรือโครงการประชานิยมรูปแบบต่างๆ แต่เคยตั้งคำถามไหมว่า “ทำไมรายได้ในกระเป๋าของเราถึงยังไม่เพิ่มขึ้นจริงๆ สักที?”
คำตอบสั้นๆ คือ การแจกเงินเหมือนการฉีดสารเสพติดที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นชั่วคราว แต่ไม่ได้ช่วยแก้ไข “โรคเรื้อรังเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงเรื่อยๆ จากที่เคยโตปีละ 5-7% ปัจจุบันเหลือเพียง 2-3% ต่อปี ซึ่งต่ำเกินกว่าจะพาคนไทยก้าวพ้น“กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ได้
หากเราต้องการเห็นคนไทยมีรายได้มากขึ้น มีขีดความสามารถที่ทัดเทียมโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2570-2580) เราจำเป็นต้องเข้าใจปัญหาจริง และเริ่มต้น “รื้อปรับโครงสร้าง” ตั้งแต่ระดับฐานราก
1. มี 5 พายุใหญ่ที่กำลังพัดใส่ชีวิตคนไทยในทศวรรษหน้า
ก่อนจะหาทางรวย เราต้องรู้ก่อนว่ากำลังจะเจออะไร ในอีก 10 ปีข้างหน้า
สังคมไทยต้องรับมือกับ 5 ปัจจัยท้าทายสำคัญ:
1.สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society): คนทำงานมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ขณะที่คนแก่มีมากขึ้น เด็กเกิดใหม่น้อยลง และน่าตกใจว่าเด็กเกิดใหม่จำนวนมากเกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อม ส่งผลต่อคุณภาพแรงงานในอนาคต
2.วิกฤตหนี้สินท่วมหัว: หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกิน 90% ของ GDP (ติดอันดับต้นๆ ของโลก) แปลว่าทำงานมาได้เท่าไร ก็ต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ยจนเกือบหมด
3.AI และหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่งาน: ปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) กำลังทำงานเอกสาร งานบริการ และงานวิเคราะห์ได้ดีกว่ามนุษย์ แรงงานที่ปรับตัวไม่ทันเสี่ยงตกงานสูง
4.วิกฤตโลกร้อนและกติกาโลกใหม่: สินค้าไทยที่จะขายไปต่างประเทศจะถูกเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมแพงขึ้น หากกระบวนการผลิตยังปล่อยคาร์บอนสูง
5.การผูกขาดที่กินรวบทุกตลาด: ทรัพย์สิน ที่ดิน และโอกาสทางธุรกิจ กระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม ทำให้รายย่อย (SMEs) เติบโตได้ยากลำบาก
2. หกปัจจัยสร้างรายได้ใหม่: เพิ่ม “ค่าตัว” และ “ผลิตภาพ” ของคนไทย
การเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือรอโชคชะตา แต่มาจากการเพิ่ม “ผลิตภาพ” (Productivity) หรือพูดง่ายๆ คือ “การทำให้เวลา 1 ชั่วโมงของเรา สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม” ผ่าน 6 ปัจจัยหลัก:
1) แรงงานและเวลา: เวลาเป็นของมีค่า ต้องหยุดแจกคอร์สที่ไม่มีใครอยากเรียน
l คูปองการเรียนรู้ (Skill Vouchers): รัฐต้องเลิกจัดอบรมแบบดั้งเดิมที่ส่วนราชการคิดเอง แล้วเปลี่ยนเป็นการแจก “คูปอง” ให้คนทำงานนำไปเลือกเรียนทักษะ AI ภาษา หรือเทคโนโลยีที่ตัวเองอยากเรียนจริงๆ
l ลดขนาดภาครัฐ: ราชการไทยสามารถนำระบบดิจิทัลมาใช้ และปรับลดจำนวนบุคลากรลงได้ถึง 50% ใน 10 ปี เพื่อคืนกำลังคนรุ่นใหม่กลับเข้าสู่ภาคธุรกิจจริง
l เวลาคือเงิน: ต้องปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า เวลาเป็นของจำกัด ถ้าผ่านไปแล้วผ่านไปเลย จะนำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้ ทำงานต้องเน้น “ผลงาน” ไม่ใช่เน้น “จำนวนชั่วโมงที่นั่งจ้องหน้าจอ”
2) ที่ดิน: เปลี่ยนเกษตรดั้งเดิม เป็นเกษตรแม่นยำ
l รวมแปลงเล็กให้เป็นแปลงใหญ่: เกษตรกรรายย่อยต้องรวมกลุ่มกัน เพื่อให้สามารถใช้เครื่องจักรกล
หนัก โดรน หรือระบบ AI เพื่อใช้ที่ดินให้คุ้มค่าลดต้นทุน
l เก็บภาษีคนถือที่ดินรกร้าง: บังคับใช้ภาษีที่ดินก้าวหน้ากับคนที่กว้านซื้อที่ดินไว้เก็งกำไร เพื่อดึงที่ดินเหล่านั้นออกมาปล่อยเช่าทำประโยชน์
3) น้ำ: จัดสรรอย่างเป็นธรรม และให้ชุมชนดูแล
l ป้องกันปัญหา “ต้นคลองได้น้ำจนเหลือ ปลายคลองแห้ง แล้งจนตาย” โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการ
l จัดเก็บค่าน้ำเชิงพาณิชย์ในอัตราที่เป็นธรรม โดยเงินค่าน้ำทั้งหมดต้องโอนเข้า “กองทุนพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน” ให้คนในพื้นที่นำไปซ่อมแซมคลองและแหล่งน้ำเอง
4) ทุน: ปลดล็อกเงินกู้ให้คนตัวเล็ก
l สถาบันการเงินมักปล่อยกู้ให้แต่กลุ่มทุนใหญ่เพราะเสี่ยงต่ำ รัฐต้องส่งเสริมการใช้ “ข้อมูลทางเลือก” (Alternative Data) เช่น ประวัติการชำระค่าน้ำ ค่าไฟหรือยอดขายออนไลน์ มาใช้อนุมัติเงินกู้ให้ SMEs โดยไม่ต้องใช้ที่ดินค้ำประกัน
5) เทคโนโลยี: เป็น “ผู้สร้าง” ไม่ใช่แค่ “ผู้ซื้อ”
l หยุดพฤติกรรม “เห่อซื้อเทคโนโลยีราคาแพงมาตั้งโชว์” แต่เปลี่ยนมาเรียนรู้เพื่อผลิตเอง
l ปัจจุบันเราเสียเงินและข้อมูลให้แพลตฟอร์มต่างชาติ (เช่น Facebook, TikTok, E-commerce) ปีละหลายแสนล้านบาท รัฐต้องเก็บภาษีบริการดิจิทัลอย่างจริงจัง และสนับสนุนการสร้างแพลตฟอร์มของคนไทยเอง
6) ธุรกิจบริการ: ใช้จุดแข็งของคนไทยให้ถูกทาง
l คนไทยมีความประณีตและโดดเด่นใน “ภาคบริการ” เช่น การแพทย์ การท่องเที่ยว การดูแลผู้สูงอายุ โลจิสติกส์ และการเงิน เราควรมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเหล่านี้แทนการฝืนทำอุตสาหกรรมหนักที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น
3.หาเงินได้เยอะ แต่ถ้า “รายจ่ายสูง-ตลาดผูกขาด” ก็ไม่เหลือออม
การเพิ่มรายได้จะไร้ประโยชน์ทันที ถ้าค่าครองชีพถูกกัดเซาะด้วยการผูกขาด:
1. ปรับนิสัยทางการเงิน: เปลี่ยนวัฒนธรรมจาก “รูดก่อน จ่ายทีหลัง” เป็น “ออมก่อนใช้” หากจะกู้เงิน ต้องกู้มาเพื่อการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนชนะดอกเบี้ยเท่านั้น
2. ทลายการผูกขาดในชีวิตประจำวัน: ปัจจุบันธุรกิจพลังงาน โทรคมนาคม และค้าส่ง-ค้าปลีก มีลักษณะผูกขาดสูง ส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟ ค่าเน็ต และค่าสินค้าแพงเกินจริง การเปิดเสรีการแข่งขันจะช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้ทันที
3. ปฏิรูประบบภาษีให้เป็นธรรม: ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีทางอ้อม (เช่น VAT และภาษีสรรพสามิต) จากสินค้าบริการมากเกินไป ซึ่งกระทบคนจนในสัดส่วนที่สูงกว่าคนรวย รัฐต้องหันมาเก็บภาษีทางตรงจากคนที่มีความมั่งคั่งสูง ภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สินอย่างจริงจัง
4.กระจายงานสู่บ้านเกิด: ไม่ต้องย้ายเข้ากรุง ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
การกระจายความเจริญสู่ชนบทไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของครอบครัว:
l สร้างโครงสร้างพื้นฐานเท่าเทียม: ทำให้ชนบทมีน้ำ ประปา ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ตเทียบเท่าเมืองใหญ่ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องง้อนักการเมืองท้องถิ่นหรือระบบอุปถัมภ์
l ส่งเสริมการทำงานใกล้บ้าน: ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ไปตั้งฐานการผลิตหรือออฟฟิศในต่างจังหวัด เมื่อแรงงานสามารถทำงานใกล้บ้านได้ พวกเขาจะมีเวลาดูแลลูกและพ่อแม่ที่สูงอายุ ช่วยลดปัญหาสังคมสูงวัยในระยะยาว
บทสรุป:
หยุดนโยบายแจกเงิน ยุบหวย ยุบบ่อนกาสิโน แล้วหันมาสร้าง “คน” และ “โอกาส”
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลิกใช้นโยบาย “แจกเงิน ระยะสั้น” หรือการหวังพึ่งรายได้จากการมัวเมา เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล กาสิโน และบ่อนการพนัน เพราะสิ่งเหล่านี้ “ไม่ได้สร้างมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ” แต่เป็นเพียงการย้ายเงินจากกระเป๋าคนหนึ่งไปสู่คนอีกคนหนึ่ง (และส่วนใหญ่มักไปตกอยู่ในมือผู้ถือใบอนุญาตรายใหญ่)
การยกระดับรายได้คนไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้องอาศัย ความกล้าหาญทางการเมือง ในการรื้อโครงสร้างผูกขาด กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และลงทุนในทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างภาคภูมิและมีความมั่นคงในอนาคตอย่างแท้จริง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

