คอลัมน์ : คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')

ปราบไม่จบ เพราะระบบยังเปิดทาง: เบื้องหลังคอร์รัปชันในศูนย์สแกม
ทุกวันนี้ ข่าวคนถูกสแกมเมอร์หลอกโอนเงินมีให้เห็นแทบทุกวัน พร้อมกับสารพัดคำเตือนให้ระวังตัว
ไม่ว่าจะเป็นอย่ากดลิงก์แปลก อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว และต้องตรวจสอบให้ดีก่อนโอนเงินเสมอ วิธีการเหล่านี้ช่วยให้เรารู้เท่าทันกลโกงและป้องกันตัวเองได้ แต่หากมองไปถึงต้นตอของปัญหา คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า เหตุใดขบวนการสแกมถึงยังเติบโตและสร้างความเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้หลายประเทศจะพยายามกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง และอะไรคือสิ่งที่ทำให้เครือข่ายเหล่านี้ยังสามารถย้ายฐาน ตั้งหลัก และกลับมาดำเนินการได้อยู่ทุกครั้งร่ำไป
ข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ประเมินความเสียหายจากสแกมทั่วโลกในปี 2024 ไว้สูงถึง 1.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ INTERPOL พบเหยื่อจาก 66 ประเทศถูกค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์สแกม ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าขบวนการสแกมได้ขยายตัวเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงทั้งเงินทุน แรงงาน และเครือข่ายในหลายประเทศ
รายงาน The role of corruption in scam centers ของ Transparency International (2026) ระบุว่า ศูนย์สแกมหลายแห่งมีลักษณะเป็นกิจการขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในโรงแรม กาสิโน หรืออาคารสำนักงาน มีคนทำงานจำนวนมากและแบ่งหน้าที่กันเป็นฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายไอที การเงิน บุคคล และรักษาความปลอดภัย การดำเนินงานจึงต้องอาศัยทั้งสถานที่ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต แรงงาน และระบบการเงินรองรับ เมื่อกิจการผิดกฎหมายขนาดใหญ่ต้องพึ่งพาทรัพยากรและคนจำนวนมากขนาดนี้ จึงน่าคิดว่าเหตุใดศูนย์สแกมเหล่านี้จึงสามารถเปิดดำเนินงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางแห่งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นที่รับรู้กันว่ามีกิจกรรมสแกมเกิดขึ้น และแม้ถูกกวาดล้างไปแล้วเครือข่ายจำนวนหนึ่งก็ยังสามารถย้ายฐานและกลับมาเปิดดำเนินการใหม่ได้อีก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศูนย์สแกมเหล่านี้ดำเนินงานต่อไปได้คือ “คอร์รัปชัน” เครือข่ายสแกมอาศัยการจ่ายสินบนและผลประโยชน์เพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวกในหลายด้าน ทั้งการข้ามพรมแดน การเข้าถึงพื้นที่ การหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือการได้รับความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ บางกรณียังมีการส่งข่าวล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจค้น ทำให้เครือข่ายมีเวลาเคลื่อนย้ายคน เงิน และอุปกรณ์ออกจากพื้นที่ นอกจากนี้ ยังพบความเชื่อมโยงระหว่างศูนย์สแกมกับเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง ทหาร และกลุ่มผู้มีอิทธิพลในบางพื้นที่ ซึ่งช่วยให้กิจการผิดกฎหมายขนาดใหญ่สามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน
นอกจากนี้ การดำเนินงานของศูนย์สแกมขนาดใหญ่ยังต้องอาศัยคนจำนวนมาก และแรงงานส่วนหนึ่งถูกพาเข้ามาด้วยกระบวนการค้ามนุษย์ หลายคนถูกหลอกจากประกาศรับสมัครงาน ทั้งงานด้านไอที การตลาด หรือทรัพยากรบุคคล พร้อมข้อเสนอเงินเดือนสูง ที่พัก และสวัสดิการ แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกยึดเอกสาร กักขัง และบังคับให้ทำงานตามยอดที่กำหนด บางคนต้องทำงานมากกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน และถูกลงโทษด้วยการทุบตี ช็อตไฟฟ้า หรือกักเดี่ยวหากทำยอดไม่ได้ นอกจากนี้ ยังพบรายงานเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศและการบังคับค้าประเวณีในบางกรณี
อีกทั้ง คอร์รัปชันยังมีส่วนทำให้การค้ามนุษย์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะตามเส้นทางข้ามพรมแดนที่ต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่ มีรายงานถึงการจ่ายสินบนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและนำคนเข้าสู่ศูนย์สแกม ขณะที่เหยื่อบางคนซึ่งหลบหนีออกมาได้กลับถูกเรียกเงิน หรือถูกดำเนินการในฐานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย แทนที่จะได้รับความช่วยเหลือในฐานะเหยื่อค้ามนุษย์
นอกจากประเด็นเรื่องการจัดหาพื้นที่และแรงงานแล้ว เครือข่ายสแกมยังต้องหาทางจัดการกับเงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการหลอกเหยื่อ เงินเหล่านี้ถูกเคลื่อนย้ายผ่านบัญชีม้าคริปโทเคอร์เรนซี บริษัทบังหน้า กาสิโน และธุรกิจประเภทต่างๆ เพื่อปกปิดที่มาและทำให้ตรวจสอบเส้นทางได้ยากขึ้น ยิ่งเงินถูกส่งผ่านหลายบัญชี หลายบริษัท และหลายประเทศ การติดตามกลับไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็ยิ่งซับซ้อนตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ Huione Group ในกัมพูชาที่แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการเงินดังกล่าว โดย FinCEN หน่วยงานด้านอาชญากรรมทางการเงินของสหรัฐฯ พบว่า Huione Group มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากอาชญากรรมหลายประเภทมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนสิงหาคม 2021 ถึงมกราคม 2025 ซึ่งรวมถึงเงินที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนผ่านคริปโทเคอร์เรนซีและอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทอื่น กรณีนี้ทำให้เห็นว่าเงินที่เหยื่อโอนไปสามารถถูกส่งต่อผ่านระบบการเงินหลายชั้น
ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายจึงมีทุนสำหรับดำเนินกิจการต่อ ทั้งการเช่าหรือซื้อพื้นที่ จัดหาเทคโนโลยี จ้างคน และขยายฐานไปยังพื้นที่ใหม่ เงินบางส่วนยังสามารถถูกนำไปจ่ายสินบนหรือสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจเพื่อแลกกับความคุ้มครอง วงจรคอร์รัปชันนี้จึงวนลูปไม่จบไม่สิ้น!
จะเห็นได้ว่า การปราบปรามศูนย์สแกมต้องจัดการหลายส่วนไปพร้อมกัน ทั้งเครือข่ายค้ามนุษย์ เส้นทางการเงิน การฟอกเงิน และเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจที่เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามเครือข่ายข้ามพรมแดน ควบคู่กับการกำกับดูแลพื้นที่เสี่ยงอย่างเขตชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หรือให้ความคุ้มครองแก่ขบวนการเหล่านี้ เพราะหากจัดการเฉพาะสถานที่หรือคนที่ทำหน้าที่หลอกเหยื่อ เครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังก็ยังสามารถหาพื้นที่และคนกลุ่มใหม่มาดำเนินงานต่อได้
ขณะเดียวกัน ปัญหาศูนย์สแกมยังเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนโดยตรง ผู้ได้รับผลกระทบมีตั้งแต่คนที่สูญเสียเงินจากการถูกหลอก ไปจนถึงผู้ที่ถูกค้ามนุษย์ กักขัง บังคับทำงาน และทำร้ายร่างกายภายในศูนย์สแกม รวมถึงเหยื่อที่หลบหนีออกมาแล้วแต่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือหรือกระบวนการยุติธรรม เมื่อเจ้าหน้าที่รับผลประโยชน์เพื่อช่วยเหลือขบวนการหรือเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผลของคอร์รัปชันจึงตกอยู่กับคนเหล่านี้ทั้งในรูปของทรัพย์สิน เสรีภาพ ความปลอดภัย และสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐ กรณีศูนย์สแกมจึงเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “คอร์รัปชันกับสิทธิมนุษยชน” ได้อย่างชัดเจน
ประเด็นเรื่อง “คอร์รัปชันกับสิทธิมนุษยชน” นี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ HAND Social Enterprise และ KRAC ให้ความสำคัญ และได้ร่วมผลักดันผ่านงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action: Equality for All หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27–28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและภาคีเครือข่าย เพื่อชวนให้สังคมมองผลของคอร์รัปชันไปถึงชีวิตและสิทธิของคนที่ได้รับผลกระทบ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเสียหายจากคอร์รัปชันไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่สูญเสียไปเท่านั้น แต่ยังต้องนับรวมถึงสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยที่ผู้คนต้องสูญเสียไปด้วย
ข้อมูลประกอบ
https://knowledgehub.transparency.org/helpdesk/the-role-of-corruption-in-scam-centres
https://www.thaipbs.or.th/news/content/358812
ธนากาญจน์ กันทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

