'เลิกยา' ไม่ใช่จุดจบ สสส. ชูบางกล่ำ ใช้ชุมชนสร้างโอกาส คืนคนสู่ครอบครัว-อาชีพ

ที่โรงพยาบาลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ถอดบทเรียนการดําเนินงานภายใต้โครงการอำเภอต้นแบบและอำเภอขยายผลการขับเคลื่อนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ผ่านกลไก พชอ.
นางปรียาภรณ์ วรรณชาติ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลบางกล่ำ กล่าวว่า การดูแลผู้ใช้ยาเสพติดในพื้นที่อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ไม่ได้เริ่มต้นและจบลงเพียงภายในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในพื้นที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่จะค้นหาผู้เสพยาเสพติด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการบำบัด ติดตาม และฟื้นฟู เพื่อให้ผู้เสพยาเสพติด กลับมาใช้ชีวิตในครอบครัวและในชุมชนได้อีกครั้ง
นางปรียาภรณ์ กล่าวว่า โดยกลุ่มเป้าหมายมาจากหลายช่องทาง ทั้งจากความสมัครใจ ของผู้เสพยาเสพติด ที่ต้องการเลิกด้วยตัวเอง หรือการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดตามแนวทาง CBTxซึ่งเป็นการนำชุมชนให้มามีส่วนร่วม แนวทางการบำบัดของแต่ละคน แตกต่างกันไป บางคนใช้กระบวนการบำบัดแบบ Matrix พบแพทย์สัปดาห์ละ 1 วัน ต่อเนื่องประมาณ 4 เดือน จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการติดตามผลต่อเนื่องจนครบ 1 ปี ขณะที่บางคน อาจได้รับการดูแลในรูปแบบ Home Ward มีการติดตามอาการทุกวันเป็นเวลา 14 วัน และติดตามอาการต่อเนื่องจนครบ 1 ปี รวมทั้มีรูปแบบการดูแลอื่น ๆ เพื่อให้การบำบัดมีความต่อเนื่อง และเหมาะสมกับผู้เข้ารับการบำบัดแต่ละราย หลังเข้ารับการบำบัดจนครบ ก็จะมีกระบวนการติดตามเป็นระยะ และหากเลิกใช้ยาเสพติดได้ ก็จะนำตัวเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู โดยโรงพยาบาลบางกล่ำ จะทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ ให้คนกลุ่มนี้ ได้ไปฝึกงานที่ศูนย์การเรียนรู้เศษฐกิจพอเพียง สหกรณ์การเกษตรบางกล่ำ
“หัวใจสำคัญของกระบวนการบำบัด คือการสร้างโอกาสให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมโรงพยาบาลบางกล่ำ จึงประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย “ตำรวจ-โรงพยาบาล-โรงงาน-ชุมชน” เปิดพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดได้ฝึกงาน และสร้างอาชีพ โดยหนึ่งในเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญคือ สหกรณ์การเกษตรบางกล่ำ ที่ยื่นมือสนับสนุนเรื่องอาชีพเปิดโอกาสให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดและสนใจด้านการเกษตร ได้เรียนรู้และฝึกงาน ซึ่งหากมีความขยัน สนใจงานการเกษตร ก็จะรับเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์การเกษตรบางกล่ำ” นางปรียาภรณ์ กล่าว
นางปรียาภรณ์ กล่าวว่า ในมุมของผู้ทำงาน การเลิกยาเสพติดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากคนคนหนึ่งเลิกยาเสพติดได้ แต่ยังกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีเป้าหมาย ถูกสังคมตีตรา โอกาสกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำก็มีสูงขึ้น แต่หากมีงานทำ มีรายได้ มีคนเชื่อมั่น และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า โอกาสที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองก็เพิ่มขึ้น และจากบทเรียน ภายในปีนี้จึงต่อยอดการทำงานด้วยแนวคิด “เพื่อนช่วยเพื่อน” เปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เลิกยาเสพติด และกลับมาใช้ชีวิตได้มารวมกลุ่มกัน เพื่อเป็นกำลังใจ ถ่ายทอดประสบการณ์ และช่วยประคับประคองคนที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางออกจากวังวนยาเสพติด
ด้าน นายเอ (นามสมมติ) หนึ่งในผู้ผ่านกระบวนการบำบัด เล่าย้อนถึงวันที่เลือกเดินออกจากวังวนยาเสพติดว่า ตนเคยเสพไอซ์ มาประมาณ 10 ปี จนทำให้เกิดภาพหลอน ตาพร่ามัว มีปัญหา ในครอบครัว ทำลายข้าวของในบ้าน ทะเลาะกับภรรยา ครอบครัวไม่มีความสุข ในสังคมก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบาก ไม่ต้อนรับ ไม่มีใครรับเข้าทำงาน
“ที่ผมเลิก เพราะว่าสงสารลูกที่ลูกบอกว่า ลูกไม่ต้องการเห็นพ่อเป็นพ่อขี้ยาสำหรับลูก ผมก็ตัดสินใจเข้ารับการบำบัดที่โรงพยาบาลบางกล่ำ และตั้งใจว่าถ้ามาแล้ว จะตั้งใจเลิกยาเสพติดให้ได้ จะไม่หวนกลับไปใช้มันอีกแล้ว ถึงตอนนี้ก็เข้ารับการบำบัดมาระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน แล้ว จนได้เข้ามาเรียนรู้อยู่ในศูนย์การเรียนรู้ฯ ที่เปิดโอกาส จึงคิดว่า เข้ามาอยู่ที่สหกรณ์บางกล่ำแล้ว จะตั้งใจเลิก และต้องเลิกให้ได้ ตอนนี้ผมยืนยันได้ 100% ว่าเลิกขาดแล้ว” นายเอ กล่าว
นายเอ กล่าวว่า การเลิกเสพยาเสพติดไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาใช้ชีวิตใหม่ วันนี้ ลูกสองคน คนหนึ่งเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อีกคนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ได้เห็นพ่อกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง และตนมาทำงานที่ศูนย์เรียนรู้ ก็มีเงินเดือนประจำ ทำให้ในครอบครัวมีความสุข กลับมาเป็นปกติ ไม่ต้องอยู่กับความหวาดกลัวเหมือนที่ผ่านมา
นายสายัณห์ ยังบอกว่า ช่วงแรก ที่มาฝึกงานในสหกรณ์การเกษตรบางกล่ำ ที่นี่ไม่ได้สอนเพียงปลูกผัก แต่ยังเป็นพื้นที่ฝึกชีวิต ให้กลับมาเรียนรู้การทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการเผชิญหน้ากับสังคมอีกครั้ง จากคนที่เคยถูกสังคมมองว่าเป็นปัญหา วันนี้ได้กลับมามีงาน มีรายได้ และใช้ประสบการณ์ตัวเองเป็นวิทยากร ถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้ที่กำลังเลิกยาเสพติด การกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเพียงคนเดียว แต่เกิดจาก โอกาสจากครอบครัว การยอมรับจากชุมชน และมือของเครือข่ายที่ยื่นเข้ามาในวันที่เขาต้องการความช่วยเหลือ

ขณะที่ นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุน การควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการปราบปราม คือ ทำอย่างไรให้ผู้ที่ใช้สารเสพติดเข้าสู่การบำบัดรักษา แล้วไม่กลับไปเสพยาซ้ำ ซึ่งการทำงานของ สสส. มุ่งเน้นการสานพลังตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน สาธารณสุข ปกครอง ท้องถิ่น จับมือกัน เพื่อทำงานดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปี โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัด มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับโอกาส และได้รับการยอมรับจากครอบครัว ชุมชน การทำงานโดยใช้ชุมชนเป็นฐานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทางอำเภอบางกล่ำให้ความสำคัญ และให้ผู้ที่ใช้สารเสพติดที่ผ่านการบำบัดแล้วเข้าสู่การฝึกอาชีพ เพื่อที่จะให้เขามีอาชีพได้อย่างมั่นคง เช่น การทำเกษตร การปลูกแคนตาลูป มะเขือเทศ ราชินี และสามารถส่งขายได้ เป็นต้น
“ในพื้นที่อำเภอบางกล่ำมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษาและหายดีแล้ว มีอาชีพและมีงานทำ สามารถลุกขึ้นมาเป็นแกนนำ เชิญชวนผู้อื่นเข้ามาร่วมกระบวนการบำบัดและดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการฝึกอาชีพด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ที่เข้ารับการบำบัดมองเห็นว่าสามารถเกิดขึ้นได้ ทำได้ เลิกได้จริง มีอาชีพแน่นอน สังคมและครอบครัวให้การยอมรับ ผู้ที่ผ่านการบำบัดมาแล้วเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างแน่นอน”
นางสาวรุ่งอรุณ กล่าวต่อว่า ถ้าจะทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดอยู่ได้อย่างมั่นคง สิ่งสำคัญ คือ การฝึกอาชีพ มีสหกรณ์ดูแล มีงานเกษตรให้ทำ และมีรายได้กลับคืนสู่สังคม ทำอย่างเป็นกระบวนการ โดยใช้เครือข่ายผู้ที่ผ่านพ้นมาแล้วเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงการบำบัด จะทำให้เกิดกำลังใจ และเป็นพลังให้เขาก้าวข้าม และเชื่อมั่นว่าเขาสามารถกลับคืนสู่สังคม กลับสู่ครอบครัวได้อย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

