‘DIT’รับมือเอลนีโญ ชงเพิ่มสต็อก‘ข้าว-น้ำมันปาล์ม’

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงหลายด้านในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามการสู้รบในตะวันออกกลางที่ยื้ดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและต้นทุนในด้านต่างๆ รวมถึงความกังวลต่อการเกิดภัยธรรมชาติและซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาสินค้า ทำให้ทุกฝ่ายเห็นความจำเป็นของการสต๊อกเพื่อความมั่นคง (เซฟตี้สต็อก) ในประเทศ และสต็อกโลกที่มองว่าน่าจะสูงขึ้นกว่าปกติในระดับประมาณ 20-30%
“ปกติเมื่อสต็อกสูง ราคาจะอ่อนตัวลง แต่วันนี้ราคาพืชเกษตรยังทรงตัวระดับสูง จึงเชื่อว่าทั่วโลกจะเพิ่มสต็อกเพื่อความมั่นคง เป็นการเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่รุนแรง จนกระทบต่อผลผลิต ของขาด และราคาพุ่ง โดยเฉพาะในปี 2570 ที่หลายฝ่ายมองว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยเอลนีโญรุนแรง”นายวิทยากร กล่าว
สำหรับในไทยนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เห็นพ้องในเรื่องนี้ ซึ่งกรมฯได้เตรียมแผนรับมือปัญหาภัยแล้งที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ เพื่อสร้างสมดุลและการเก็บสต็อกพืชเศรษฐกิจไว้ โดยเตรียมเสนอให้มีการปรับเพิ่มปริมาณการสต็อกข้าวและน้ำมันปาล์มดิบเพื่อความมั่นคง (Strategic Rice Reserve) เพื่อสำรองไว้เป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเป็นกลไกในการสร้างเสถียรภาพด้านการตลาด
โดยกรมฯจะเสนอให้มีการเพิ่มปริมาณสำรองข้าว 30% จากที่ปกติสต็อกเพื่อการบริโภคในประเทศ 2.5 ล้านตัน ให้ขยับเพิ่มเป็น 3-4 ล้านตัน และเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันปาล์มดิบ 20% เดิมสต็อกเฉลี่ย 0.30 ล้านตัน ขยับเป็น 0.34 ล้านตัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องปริมาณและราคาในประเทศ ส่วนพืชเศรษฐกิจที่ที่สำคัญอีก 2 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปกติมีความต้องการใช้ปีละประมาณ 9 ล้านตัน และมันสำปะหลัง ที่ก็ต้องมีการดูแลในเรื่องสต็อกด้วย
“สาเหตุที่เสนอให้มีการเพิ่มปริมาณเซฟตี้สต็อก เพราะจากการติดตามสถานการณ์ปริมาณสต็อกข้าวโลกในขณะนี้พบว่ามีปริมาณที่มากขึ้น แต่ราคาข้าวภาพรวมไม่ได้ตกต่ำลง ม แม้สต็อกข้าวโลกจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาข้าวก็ยังสูง สะท้อนว่าประเทศต่างๆ เริ่มมีการทยอยซื้อข้าวไปเก็บสต็อกเพื่อความมั่นคงภายในประเทศ รวมทั้งเตรียมรับมือกับภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น ในขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบก็ไม่ตกลง”นายวิทยากร กล่าว
อย่างไรก็ตามไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนข้าวและน้ำมันปาล์มจากปัญหาเอลนีโญ เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ โดยราคาข้าวสารและน้ำมันปาล์มขวดจะปรับเพิ่มขึ้นไม่สูงมาก เนื่องจากมีสต็อกเพียงพอ และไม่เกิดปัญหาขาดแคลน ส่วนสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงภัยแล้งคือ มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งบางส่วนไทยต้องนำเข้า เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ
ส่วนมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในหมวดอาหาร เครื่องดื่ม และของใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบต้นน้ำจากภาคการเกษตร ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งนั้น สินค้าเกษตร เช่น พืชน้ำมันทุกตัว กรมฯได้มีการหารือเพื่อติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาอย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุดกรมฯได้หารือร่วมกับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพู มีการผลิตในปริมาณเพียงพอ และยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคา แต่ยอมรับว่าสินค้าบางรายการได้ยกเลิกการทำโปรโมชั่น ทำให้ราคาสินค้าขยับ รวมทั้งให้ห้างค้าปลีกค้าส่ง จัดโปรโมชั่นสินค้าบางรายการสลับกันไป
นายวิทยากร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของกรมฯในปีงบประมาณ 2569 ได้ดำเนินการผ่าน 4 แนวทางหลัก คือ 1.ดูแลผลผลิตการเกษตร ทั้งวางแผนล่วงหน้า ยกระดับความร่วมมือ ลดสินค้าด้อยคุณภาพ และหาโอกาสเพิ่มช่องทาง/การค้าใหม่ 2. ใช้กลไก Value Chain กับ 4 สินค้า คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และกล้วยหอม 3. สนับสนุนเกษตรสร้างความยั่งยืน เช่น โครงการข้าวประณีต ตั้งล้งกลางรับซื้อมะพร้าว เป็นต้น 4. ลดค่าครองชีพ จัดงานธงฟ้าและไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งลดภาระค่าครองชีพได้ 816.54 ล้านบาท
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

