แวดวงการเงิน : 26 กันยายน 2569


** จำได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ออกโรงพูดตรงๆ ถึงความจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างทางการคลัง เพราะหนี้สาธารณะพุ่งไปอยู่ที่ 67.5% เกือบแตะเพดานที่ 70% รายได้สุทธิของรัฐลดจนต่ำกว่าค่ากลางทั้งกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกลุ่ม OECD แถมประชากรกำลังเดินไปจุดที่มีผู้สูงอายุ 30% ภายในปี 2577…หมายความว่าฐานภาษีเงินได้จะแคบลง รายจ่ายสวัสดิการจะพองขึ้นพร้อมกัน แล้วท่านเลขาฯ สภาพัฒน์ยังทิ้งคำถามไว้ประโยคเดียวที่ดังกว่าตัวเลขทั้งหมด “ถ้ามีวิกฤตขนาดใหญ่อีกรอบหนึ่ง เราพร้อมหรือเปล่า”…
คำถามนี้...แวดวงการเงิน...อยากโยนต่อให้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเล่นอะไรกันอยู่??... แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2570-2573 ที่ ครม. เห็นชอบไปตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 มีเป้าหมายเพิ่มรายได้รัฐประมาณ 2.63 แสนล้านบาท ลดสัดส่วนรายจ่าย เพื่อลดขาดดุลให้เหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 แผนมีแล้ว เป้ามีแล้ว แต่ของที่ทำได้ทันทีกลับยังถูกดองอยู่ในลิ้นชัก...จะเพิ่มรายได้รัฐ ทำได้หลายอย่างมาก ที่ทำได้เลยเพราะขึ้นอยู่กับอำนาจฝ่ายบริหารทั้งหมด ไม่ต้องตรา พ.ร.บ. ใหม่ ไม่ได้เก็บจากฐานที่ยังไม่เคยเก็บ กระทบคนไม่มาก นั่นคือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่จาก 2 อัตราเป็นอัตราเดียว เพราะทุกวันนี้โครงสร้าง 2 อัตรา ลดประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และบิดเบือนราคาในตลาด จนทำให้บุหรี่ราคาสูงที่จะต้องเสียภาษีมากกว่าเหลือแค่ 5% ของตลาดทั้งหมด…ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว กรมสรรพสามิตได้พยายามผลักดันเรื่องนี้ แต่ดันมายุบสภาซะก่อน ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้เสนอเรื่องเข้า ครม. เพราะเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ
นี่ก็ผ่านไป 9 เดือนแล้ว เรื่องภาษีบุหรี่ยังนิ่งเงียบ ไม่มีความเคลื่อนไหว แม้จะเห็นแรงสนับสนุนจากหลายฝ่าย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก และยังเป็นเครื่องชี้ว่ารัฐบาลจะเอาจริงเรื่องปฏิรูปโครงสร้างการคลังหรือไม่ เพราะมีการศึกษามามากแล้ว ทำได้ทันที อยู่ในแผนการคลังฯ แต่ไม่มีการขยับ ไม่รู้ยังจะรออะไรอีก…อย่าหวังแค่จะดึงสปอตไลท์ โชว์ศักยภาพประเทศการจัดงานประชุมระดับโลกเพียงอย่างเดียว เพราะพร้อมจัดงาน ไม่เท่ากับพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางการคลังที่มากขึ้น ถ้าแค่เรื่องง่ายๆ ที่ทุกฝ่ายเห็นปัญหาชัดเจนมา 9 ปีเต็ม ยังเกิดไม่ได้ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากกว่าการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นดังเช่นที่เกิดขึ้นในทุกรัฐบาลก่อนๆ จนพื้นที่ทางการคลังเราน้อยลงไปเรื่อยๆ ดังที่เลขาสภาพัฒน์ฯ ให้ความเห็นไว้...แวดวงการเงิน...ก็แปลกใจว่าการปฏิรูปการคลังนี่มันอยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของใครกันแน่ เจ้ากระทรวงการคลังแท้ๆ ยังนิ่งเงียบ ...**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

