สภาพัฒน์ปรับGDP ส่งออก-ลงทุนหนุนปีนี้โต2.2%

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 13.4% ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% เพราะรัฐวิสาหกิจชะลอการเบิกจ่ายในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในช่วงถัดไป
ด้านการโภคบริโภคภาคเอกชนไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การอุปโภคภาครัฐบาลชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.2% จากเดิม 3.4% จากการลดลงของรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงค่าตอบแทนแรงงาน
ภาคการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ 12.5% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวโดดเด่นถึง 14.1% แต่การส่งออกรถยนต์นั่งหดตัวลงถึง 42.4% เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในต่างประเทศ และการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนการนำเข้าขยายตัวสูงถึง 27.2% ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสนี้ขาดดุล 12% ของ GDP เป็นผลจากราคาน้ำมันและทองคำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือที่สูงขึ้น แต่หากหักลบรายการน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าจะยังเกินดุลประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ภาคการผลิตในสาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.5% โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสที่ 6.1% ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ด้านสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% เนื่องจากการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ และการผลิตยานยนต์ที่ลดลง 7.2% ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 57.47% ส่วนภาคท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 1.5% ชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% แต่รายรับต่อคนต่อทริปปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 53,000 บาท
ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 พบว่า อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.96% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.94% ในไตรมาสก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.7% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2-2.5% ค่ากลางการประมาณการ 2.2% ปรับเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ 2% ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการส่งออกสินค้า และแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะโตได้ถึง 9.6% และการส่งออกจะขยายตัว 15.1% ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัล ส่วนอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.5-2%
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ มาตรการทางการค้าของสหรัฐที่อาจเข้มงวดขึ้น ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจ SMEsที่ด้อยลง รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อภาคเกษตร
“สภาพัฒน์จึงเสนอแนวทางการบริหารนโยบาย 5 ด้าน คือ 1.การดูแลภาคเกษตรและเตรียมปัจจัยการผลิต 2.การรักษาแรงส่งภาคส่งออก 3.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนและการอำนวยความสะดวกผ่านมาตรการต่างๆ เช่น Thailand Fast Pass 4.การเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ และ 5.การเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน” นายดนุชา กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

