คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

จากบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ถึงวัฒนธรรม ‘ประนีประนอม’ และหมากกลทางการเมือง
1.สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่ง
(Barcode) บนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 “ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” โดยชี้ว่าเป็นหลักความลับแบบมีเงื่อนไขเพื่อประโยชน์ในการป้องกันบัตรปลอม และโอกาสที่จะสืบย้อนถึงตัวบุคคลเกิดขึ้นได้ยาก แต่ศาลฯ ก็ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชน จึงมีข้อแนะนำให้ กกต. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์บัตรในครั้งถัดไปไม่ให้มีสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงตัวตนได้อีก
2.เคารพคำวินิจฉัย แต่ไม่เห็นด้วย : มุมมองทางวิชาการเพื่อประโยชน์สังคม
การเคารพต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักการพื้นฐานในนิติรัฐ แต่ในทางวิชาการและปรัชญากฎหมาย คำวินิจฉัยดังกล่าวยังคงมีข้อโต้แย้งที่จำเป็นต้องถกเถียงเพื่อไม่ให้บรรทัดฐานทางประชาธิปไตยของประเทศ ถูกลดทอนลงไปเรื่อยๆ
3.เมื่อ “ความลับ” ถูกทำให้มีเงื่อนไข : แสงเทียนเล่มเดียวในความมืด
ตุลาการเสียงข้างมากอ้างว่าหลักการเลือกตั้งที่ดีทั้ง 5 ข้อสามารถมี “ข้อยกเว้น/เงื่อนไข” ได้ ซึ่งข้ออ้างนี้ฟังขึ้นเพียงบางกรณี เช่น หลักการเลือกตั้งโดยตรงที่จำเป็นต้องมีข้อยกเว้นให้ผู้พิการมีผู้ช่วยเหลือในการลงคะแนน
ทว่า “หลักการลงคะแนนโดยลับ (Secret Ballot)” นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ความลับเป็นคุณค่าประเภท Absolute (ความสมบูรณ์บริบูรณ์) หากมีเงื่อนไขที่เปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนหลังได้สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่ความลับอีกต่อไป อุปมาเหมือน “ความมืด” หากเรายอมให้มีใครจุดเทียนขึ้นมาเพียงเล่มเดียวในห้อง สภาพความมืดมิดสนิทก็ถูกทำลายลงทันที การอ้าง “ความลับแบบมีเงื่อนไข” จึงเท่ากับการทำลายหลักการลงคะแนนโดยลับในเชิงอุดมคติอย่างสิ้นเชิง
4.ข้ออ้าง กกต. ที่ฟังไม่ขึ้น : บาร์โค้ดกับการถอดรหัสในคูหา
แม้ กกต. จะอ้างว่าได้เก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อแยกออกจากกันอย่างรัดกุม แต่ในความเป็นจริง หากมีกระบวนการสืบค้นหรือสอบทานข้อมูล ไม่ว่าจะโดยอำนาจรัฐหรือผู้มีอิทธิพล ย่อมสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปหาตัวบุคคลได้ การอ้างให้ “ไว้ใจเจ้าหน้าที่”จึงฟังไม่ขึ้นในทางปฏิบัติ
ที่น่ากังวลกว่านั้น คือช่องโหว่ที่ไม่ต้องพึ่งพาเอกสารทั้ง 3 ส่วนพร้อมกันเลยด้วยซ้ำ หากหัวคะแนนหรือเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) สังเกตและจดจำลำดับของผู้มาใช้สิทธิ จดจำเลขต้นขั้วของบัตรที่แจกออกไป และแอบถ่ายภาพหรือจดจำเลขบาร์โค้ดขณะที่ขานคะแนนหน้าหน่วย เพียงเท่านี้ก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าผู้ใช้สิทธิคนใดกาเลือกพรรคการเมืองไหน


ส่วนข้ออ้างที่ว่าต้องใช้บาร์โค้ดเพื่อ “ป้องกันบัตรปลอม” ก็นับว่าไร้น้ำหนัก เพราะเทคโนโลยี
สิ่งพิมพ์ป้องกันการปลอมแปลง (Security Printing) ในปัจจุบัน เช่น การใช้กระดาษลายน้ำ หมึกพิมพ์เรืองแสง (UV Ink) หรือหมึกเปลี่ยนสีตามมุมมอง (OVI) สามารถป้องกันบัตรปลอมได้สมบูรณ์แบบโดย ไม่ต้องกำหนดให้บัตรแต่ละใบมี Serial Number หรือ บาร์โค้ดที่แตกต่างกัน (Sequential Numbering) เลยแม้แต่น้อย
5.เงาอดีตจากยุคมหาดไทย สู่เทคโนโลยีที่แยบยลกว่าเดิม
หากย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในยุคที่กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการการเลือกตั้งก่อนการมี กกต. รวมไปถึงระบบการเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในอดีต เคยมีการพิมพ์เลขเรียง (Serial Number) ลงบนบัตรเลือกตั้งจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้มีอำนาจในการสืบว่า
“ใครเป็นพวกใคร” จนในที่สุดต้องยอมยกเลิกไป
น่าตกใจอย่างยิ่งที่ในยุคปัจจุบัน องค์กรอิสระอย่าง กกต. กลับนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง “บาร์โค้ด” เข้ามาใช้ ซึ่งอาจส่งผลลัพธ์ไม่ต่างจากการพิมพ์เลขเรียง(Serial Number) บนบัตรเลือกตั้งในอดีต แต่นับว่า แยบยลกว่า เพราะรหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปมองด้วยตาเปล่าแล้วไม่สามารถอ่านหรือเข้าใจได้ทันทีเหมือนตัวเลขธรรมดา ทำให้ความแยบยลนี้รอดพ้นสายตาของสังคมไปได้ในตอนแรก
6.วัฒนธรรม “ประนีประนอม” และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
รากเหง้าของคำวินิจฉัยครั้งนี้สะท้อนถึง วัฒนธรรมไทยที่นิยมการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ยึดมั่นในหลักการมองไกลมักใช้วิธีประนีประนอมเพื่อ “แก้ไข ประโยชน์เฉพาะหน้า” ให้ระบบเดิมดำเนินต่อไปได้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากจึงออกมาในรูปแบบที่ตัดสินว่า “ไม่ผิดกฎหมาย แต่ครั้งหน้าอย่าทำอีก” ซึ่งสร้างบรรทัดฐานที่ย้อนแย้งและไร้ความเด็ดขาดในทางหลักการ
7.เล่ห์หมากกล “ศรีธนญชัย”กับการชิงความได้เปรียบทางการเมือง
ผลจากการประนีประนอมเชิงวัฒนธรรมนี้ กลายเป็นโอกาสให้ฝ่ายการเมืองนำไปใช้เป็น “กลหมากทางกฎหมาย”:
l การรีบรับรองผลและจัดตั้งรัฐบาล: กกต. เร่งรีบรับรองผลการเลือกตั้ง พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล (เช่น พรรคภูมิใจไทย) รีบรวมเสียง นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ แถลงนโยบาย และเร่งขับเคลื่อนโครงการงบประมาณทันที
l การสร้างน้ำหนักต่อรอง : ทั้งหมดนี้เป็นยุทธศาสตร์แบบศรีธนญชัยที่เร่งสร้าง “สภาพบังคับทางข้อเท็จจริง” (Fact Accomplished) เพื่อบีบให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า หากสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและต้องเลือกตั้งใหม่ จะเกิดความเสียหายและกระทบกระเทือนต่อโครงสร้างประเทศอย่างใหญ่หลวง ซึ่งฝ่ายการเมืองรู้ดีว่าวัฒนธรรมไทยมักเกรงใจและยอมประนีประนอมกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว
8.ผู้ชนะในเกมนี้ และราคาที่สังคมต้องจ่าย
ผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ จากคำวินิจฉัยครั้งนี้ จึงไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก กกต. (โดยเฉพาะเลขาธิการ กกต.) ที่รอดพ้นจากการถูกฟ้องร้องคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 157) และไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนับพันล้านบาท รวมไปถึง พรรคการเมืองแกนนำและบรรดา “บ้านใหญ่”ที่ไม่ต้องเสียเงินและทรัพยากรลงแข่งเลือกตั้งใหม่อีกรอบ
บทสรุปที่น่าคิด :
ในความเป็นจริง หากศาลฯ มีคำตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและต้องจัดเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียงย่อมจะถูกลงโทษจะได้ “หลาบจำ” และในทางเศรษฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศฝืดเคือง เงินจากการเลือกตั้งใหม่ก็อาจถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชนบท
แต่เมื่อศาลฯ เลือกลงเอยด้วยทางออกประนีประนอมเช่นนี้ สังคมไทยจึงต้องแลกมาด้วยการสูญเสียหลักการ “การลงคะแนนโดยลับ” ที่บริสุทธิ์ไปอย่างน่าเสียดาย
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

