คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

เลิกปั่นหัวประชาชนเป็นจิ้งหรีด
ขบวนการปั่นกระแส สะกดจิตหมู่ ถึงขนาดว่ารัฐบาลอนุทินจะมีอันเป็นไปก่อนสิ้นเดือนกันยายนมั่ง อะไรมั่ง ปั่นหัวประชาชนให้หลงเชื่อราวกับปั่นจิ้งหรีด
สุดท้าย ก็ไม่เป็นไปตามที่ปั่น เรื่องแล้ว เรื่องเล่า
ทั้งหมด ล้วนมาจากกลุ่มคนที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ไม่พอใจที่พวกตนแพ้เลือกตั้ง และ/หรือไม่พอที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาลโดยไม่มีพรรคการเมืองนักการเมืองของพวกตนอยู่ในนั้น
1. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด “คดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ทำลายความลับในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องเกินคาดอะไรเลย
คอลัมน์ “กวนน้ำให้ใส” ก็เคยนำเสนอข้อมูล ข้อกฎหมาย ข้อคิดความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิมากหลาย
ทั้งด้านเทคนิค จากผู้รู้จริง ไม่ใช่พวกแฮกเกอร์ หรือพวกอยากโชว์เหนือ
ทั้งด้านกฎหมายมหาชน ไม่ใช่การตีความเอาเอง ไปเปรียบเทียบกับการจัดเลือกตั้งหันก้นออกนอกคูหา ไม่สนใจเลยว่าการหันก้นออกนอกคูหา มันทำให้ไม่ลับ โดยคนทั่วไปก็เห็น ไม่ต้องไปแสวงหาข้อมูลอะไรเพิ่ม หรือแม้แต่ต้องไปทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลมาปะติดปะต่อเพิ่มจึงอาจจะล่วงรู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
รวมทั้งสื่อที่นำเสนอข้อมูลเจาะลึกความจริง อย่างเช่น Top News ก็ชี้ให้เห็นมาโดยตลอดว่า ประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจะไม่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
โดยย้ำว่าบาร์โค้ดเป็นกลไกป้องกันการทุจริต
ตรงกันข้าม ขบวนการปั่นดราม่าบาร์โค้ดจากบุคคลบางกลุ่ม กลับชัดเจนว่าอาศัยข่าวปลอม ปั่นกระแสเกินเลยความจริง จงใจบิดเบือนความจริงเพื่อ “จูงจมูกมวลชน หวังล้มกระดานเลือกตั้ง” อาศัยความเข้าใจผิด
ของประชาชนมาสร้างกระแสโจมตี
แม้จะมีการถ่ายภาพบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไปปั่นกระแส แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครบอกได้เลยว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร เนื่องจากกลไกในการจะรู้ตัวตนผู้ลงคะแนนนั้นซับซ้อนมาก ไม่ใช่แค่การสแกนโค้ดธรรมดาแล้วรู้เลย
เคยย้ำว่า การที่จะรู้ว่าบัตรใบไหนเป็นของใคร จะต้องไปบุกรุกเพื่อตรวจสอบ “ต้นขั้วบัตร” และ “ลำดับที่ในบัญชีรายชื่อ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเอกสารความลับทางราชการ มีการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเข้มงวด บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้
ถ้าจำได้ ขบวนการนี้ เคยทำถึงขนาดแชร์ภาพกรรมการชูบัตรเลือกตั้งแล้วกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่จงใจใช้นิ้วบังบาร์โค้ดเพื่อไม่ให้คนตรวจสอบ ทั้งๆ ที่ ต่อให้ถ่ายไป ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าใครลงคะแนนเลือกอะไร
พฤติกรรมเยี่ยงนี้ จึงเสมือนพยายามสะกดจิตหมู่ และบิดเบือนความจริงเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีเจตนาปิดบังบัตร
ประการสำคัญ... ขบวนการปั่นกระแสเรื่องนี้ ทำเพื่อดิสเครดิตผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะ
และทำเพื่อเบี่ยงประเด็นจากความพ่ายแพ้การเลือกตั้งของพรรคส้มนั่นเอง
2. พูดกันตามตรง ทั้งหมดจะไม่มีปัญหา ถ้าส้มไม่แพ้
แต่มีปัญหา เพราะแพ้แล้วพาล แพ้แล้วหาเรื่องปั่น ฝ่ายบริหารพรรคการเมืองที่นำสู้เลือกตั้งแล้วแพ้ก็อ้างว่าแพ้เพราะกกต. ไม่ใช่แพ้เพราะพวกตัวเองนำพรรคเลือกตั้งแล้วแพ้
ที่ผ่านมา สื่อ อินฟลูฯ แอดมินเพจข่าว คนไหน รายใดที่เป็นเครื่องมือให้โครงข่ายไอโอสีส้ม สเปกเตอร์ ซี หรือร่วมสร้างเอคโคแชมเบอร์สีส้มปั่นเรื่องนี้กันบ้าง ก็ย้อนกลับไปดู
ใครไม่ตั้งคำถาม ไม่เอ๊ะ กับการที่ ไอซ์ รักชนก เอาข่าวปลอมมาปั่น ว่ามีการนับคะแนนใหม่หลายหน่วยแล้วเปลี่ยนแปลงผลผู้ชนะ ปลุกเร้าว่าตนจะไปนอนเฝ้าหีบที่เขต 1 ชลบุรี (แต่จริงๆ เจ้าตัวก็ไม่ไปนอนเฝ้าหีบ) ใช้คำพูดวาทกรรมรุนแรง เอาข่าวปลอมหลายๆ ที่มาปั่นต่อ ฯลฯ สื่อ อินฟลูฯ แอดมินเพจข่าว คนไหน รายใดยังไม่เอ๊ะไม่ตั้งคำถาม ไม่เรียกร้องให้ ไอซ์ รักชนก แก้ไข ขอโทษสังคม นั่นแหละ คือแนวร่วมของไอโอส้ม หรือรับงานเพื่อมาปั่นตามวาระการเมืองที่ส้มต้องการ
เห็นประชาชนคนดู เป็นจิ้งหรีด
เห็นคนดูที่หลงเชื่อตัวเอง เป็นเหยื่อ จะจูงไปทางไหนก็ได้
ทันทีที่ผลคะแนนไม่เป็นใจ พล็อตเดิมๆ ก็กลับมาทันที ทั้งเรื่องขอเปิดหีบนับใหม่ ไปจนถึงขุดเรื่อง “บาร์โค้ดบนบัตร” มาอ้างว่าทำลายความลับของการลงคะแนน...
แพ้แล้วพาล ฟาดงวงฟาดงาฉวยโอกาสปลุกระดม
การเลือกตั้ง สส. เขต ปรากฏว่า พรรคส้มได้ 7.86 ล้านคะแนน (ลด 1.87 ล้านคะแนน) เท่ากับว่า การเลือก สส.เขตครั้งนี้ มีคนที่ไม่เลือกส้ม ถึง 21.62 ล้านคน
การเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ ปรากฏว่า พรรคส้มได้ 9.80 ล้าน (ลด 4.63 ล้านคะแนน) เท่ากับว่า การเลือก สส.บัญชีรายชื่อครั้งนี้คนไม่เลือกส้ม 15.37 ล้าน
การตีโพยตีพาย แพ้แล้วพาล โทษการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทำให้ผู้บริหารพรรคส้ม ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อ หัวหน้าพรรคยังคนเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งๆ ที่ ล้มเหลวในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
3. คำวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ “คดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า การใช้รหัสบาร์โค้ด (Barcode) และคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
สาระสำคัญ จำแนกประเด็นหลักๆ ดังนี้
(1) มติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ประเด็นคิวอาร์โค้ด (QR Code) มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ประเด็นบาร์โค้ด (Barcode) มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่าไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
(2) “การเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข”
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การเลือกตั้งโดยลับเป็นลักษณะ “ลับแบบมีเงื่อนไข” (Qualified Secret) คือ บัตรเลือกตั้งยังคงรักษาความลับในกระบวนการลงคะแนนได้ตามปกติ การติดรหัสบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องของบัตร ป้องกันการปลอมแปลงและตรวจสอบความทุจริต ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อเปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองหรือตัวตนผู้ลงคะแนนโดยตรง โดยความลับดังกล่าวอาจมีการเปิดโอกาสให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ภายใต้เงื่อนไขพิเศษตามกฎหมาย เช่น เมื่อต้องมีการสืบสวนคดีทุจริตการเลือกตั้งเท่านั้น
(3) เหตุผลที่วินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แม้ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนจะพบว่า รหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะสามารถสืบหาหรือเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปหาตัวผู้ลงคะแนนและพรรคการเมืองที่เลือกได้แต่ศาลเห็นว่าภาครัฐและ กกต. มีมาตรการทางกฎหมายและวิธีการจัดเก็บเอกสารที่เข้มงวด ในการคุ้มครองความลับและป้องกันไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้โดยทั่วไป
อีกทั้งในการไต่สวน ฝ่ายผู้ร้อง ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ลำพังแค่สแกนบาร์โค้ด แล้วจะล่วงรู้ความลับการลงคะแนนของใคร ว่าออกเสียงอย่างไรไม่สามารถทำได้ (ไม่เหมือนที่โม้เวลาปั่นกระแสปั่นหัวประชาชนกัน)
(4) ข้อเสนอแนะของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ประเด็นนี้ แม้จะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้ง จึงมีคำแนะนำว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไป ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนได้อีก เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน และให้มีมาตรการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วของการเลือกตั้งรอบนี้อย่างรัดกุมและเข้มงวดเป็นพิเศษ ไม่ให้มีการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างเด็ดขาด
สรุป การดำเนินการของ กกต.ในเรื่องนี้บาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็ไม่เป็นโมฆะ
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

