สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์คุณธรรมเผยดัชนีคุณธรรมไทย’69 ชี้โลกดิจิทัลเปลี่ยน ‘วิธีทำความดี’ แต่คุณธรรมยังต้องเริ่มจากพฤติกรรม

ศูนย์คุณธรรม ชี้คุณธรรมไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่ต้องพิสูจน์ผ่านพฤติกรรมในวันที่ต้องเผชิญแรงกดดัน พร้อมเปิดผลสำรวจคนไทย 39,490 คน พบคะแนนพฤติกรรมคุณธรรมเฉลี่ย 4.63 อยู่ในระดับ “พอใช้” ขณะที่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น 25–40 ปีได้คะแนนเฉลี่ยต่ำสุด 4.39 สะท้อนโจทย์สำคัญของคนวัยที่ต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจพร้อมรับผิดชอบทั้งครอบครัวและสังคม
โลกปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี AI และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคม ทำให้ “การเอาตัวรอด” กลายเป็นโจทย์สำคัญของผู้คน ขณะเดียวกันสิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือ เราจะเอาตัวรอดอย่างไรโดยยังรักษาคุณธรรมและความเป็นมนุษย์ไว้ได้
รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในโลกยุคใหม่ “คุณธรรม” ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องนามธรรมหรือคำสอน แต่ควรถูกมองเป็นพฤติกรรมที่สามารถสังเกต วัด และนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บุคคลต้องเผชิญกับสิ่งยั่วยวน ปัญหา อุปสรรค และความยากลำบาก เพราะช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน คือช่วงเวลาที่สะท้อนว่าคุณธรรมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแล้วหรือไม่
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบ Moral Development ที่อธิบายการพัฒนาคุณธรรมตั้งแต่การทำสิ่งต่าง ๆ เพราะกลัวการลงโทษหรือหวังรางวัล ไปสู่การปฏิบัติตามบรรทัดฐาน และพัฒนาไปสู่ระดับที่คำนึงถึงความเป็นธรรมและสามารถยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต โดยกฎหมายและจริยธรรมอาจเป็นเครื่องมือช่วยกำกับพฤติกรรม แต่คุณธรรมที่ยั่งยืนต้องพัฒนาไปสู่การเป็นพฤติกรรมจากภายใน
จากรายงานผลการสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งใช้การวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยสำรวจคนไทย 3 ช่วงวัย ได้แก่ 13–24 ปี, 25–40 ปี และ 41 ปีขึ้นไป ครอบคลุม 6 ภูมิภาค พบกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณรวม 39,490 ราย ผลสำรวจปี 2569 พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมของคนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 4.63 จากคะแนนเต็ม 6 คะแนน อยู่ในระดับ “พอใช้” โดยเมื่อจำแนกตามช่วงวัย พบว่า กลุ่มอายุ 13–24 ปี อยู่ที่ 4.53, กลุ่มอายุ 25–40 ปี อยู่ที่ 4.39 และกลุ่มอายุ 41 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 4.79
ตัวเลขดังกล่าวทำให้กลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้น 25 - 40 ปีเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่มีบทบาททั้งในฐานะกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ผู้ทำงาน ผู้สร้างครอบครัว รวมถึงผู้ที่ต้องดูแลทั้งคนรุ่นก่อนและคนรุ่นถัดไป การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมคุณธรรมของคนวัยนี้จึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อตัวบุคคล แต่มีโอกาสส่งต่อไปยังครอบครัวและสังคมด้วย ใน 5 มิติของคุณธรรม ได้แก่ พอเพียง วินัยและความรับผิดชอบ สุจริต จิตสาธารณะ และกตัญญู สไลด์ผลสำรวจปี 2569 ระบุคะแนนภาพรวมไว้ที่ 4.39, 4.59, 4.42, 4.65 และ 5.09 ตามลำดับ โดย “กตัญญู” มีคะแนนสูงสุดที่ 5.09 ขณะที่มิติ “พอเพียง” มีคะแนน 4.39 และ “สุจริต” 4.42
อีกประเด็นที่ศูนย์คุณธรรมให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านของคุณธรรมในยุคดิจิทัล เพราะคุณธรรมเดิมไม่ได้หายไป แต่กำลังถูกตีความและแสดงออกในรูปแบบใหม่ตามบริบทของสังคม ตัวอย่างเช่น “กตัญญู” ในอดีตอาจถูกมองผ่านการดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุ ขณะที่โลกปัจจุบันมีแนวคิดเรื่อง Digital Empathy หรือการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อสร้างความเข้าอกเข้าใจและดูแลคนในครอบครัวมากขึ้น เช่นเดียวกับ “จิตสาธารณะ” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการลงแรงทำกิจกรรม แต่ขยายไปสู่การระดมทุนออนไลน์ การทำ CSR การแชร์ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม ส่วน “ความสุจริต” ในโลกดิจิทัลก็ครอบคลุมตั้งแต่การเคารพลิขสิทธิ์ การให้เครดิตแหล่งที่มา ไปจนถึงจริยธรรมในการใช้ AI
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาพร้อมความท้าทายใหม่ ทั้งเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แรงกดดันจากความคาดหวังของสังคม และช่องว่างระหว่างวัย โดยผลการศึกษาภาคคุณภาพของศูนย์คุณธรรมได้วิเคราะห์กรณีศึกษา 180 กรณี ครอบคลุม 3 ช่วงวัย และ 6 ภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนผ่านของคุณธรรมในบริบทสังคมไทย
รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมคุณธรรมไม่สามารถฝากไว้กับโรงเรียนหรือเด็กและเยาวชนเพียงอย่างเดียว เพราะพฤติกรรมของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในครอบครัว เป็นส่วนสำคัญในการสร้างแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ ดังนั้น การดูแลกลุ่มวัย 25–40 ปีจึงมีความสำคัญในเชิงระบบ เพราะเป็นวัยที่ต้องบริหารแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการทำงาน เศรษฐกิจ การสร้างครอบครัว การเลี้ยงดูบุตร และการดูแลพ่อแม่ หากผู้ใหญ่สามารถพัฒนาพฤติกรรมคุณธรรมของตนเองได้ ก็มีโอกาสสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเติบโตของเด็กและเยาวชน
ข้อเสนอเชิงนโยบายของศูนย์คุณธรรมจึงมุ่งไปที่ การส่งเสริมคุณธรรมแบบบูรณาการ โดยต้องทำงานร่วมกันทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน องค์กร และสังคม พร้อมเพิ่มทักษะการรู้เท่าทันสื่อและ AI เสริมพลังคนใกล้ตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี และช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ศูนย์คุณธรรมยังเสนอให้ใช้พลังชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของสังคมไทย มาช่วยสร้างระบบนิเวศทางคุณธรรม ผ่านกลไกในระดับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการสร้างพลังครอบครัว พลังสร้างปัญญา พลังเพื่อนและกิจกรรม และพลังชุมชน เพื่อให้การส่งเสริมคุณธรรมเกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงในห้องเรียนหรือในระดับนโยบาย
ท้ายที่สุด รศ.นพ.สุริยเดว มองว่า ในโลกที่มนุษย์ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและแรงกดดันรูปแบบใหม่ การรักษาคุณธรรมไม่ได้หมายถึงการย้อนกลับไปใช้วิธีคิดแบบเดิมทั้งหมด แต่คือการทำความเข้าใจว่า คุณธรรมจะต้องปรับตัวอย่างไรให้ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเข็มทิศของมนุษย์ได้ในโลกที่เปลี่ยนไป
เพราะโจทย์สำคัญของสังคมในวันนี้อาจไม่ใช่เพียง “เราจะเอาตัวรอดอย่างไร” แต่คือ “เราจะเอาตัวรอดอย่างไร โดยไม่สูญเสียความรับผิดชอบต่อผู้อื่น สังคม และความเป็นมนุษย์ของเราเอง”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





