วุฒิสภาลุยปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉิน เปิดผลศึกษาประชุมใหญ่ ดึง AI อัจฉริยะคุมทั้งระบบหวังลดตาย

วุฒิสภาลุยปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉิน เปิดผลศึกษาประชุมใหญ่ ดึง AI อัจฉริยะคุมทั้งระบบหวังลดตาย พร้อมไฟเขียวขยายเวลาทำงานอีก 90 วัน เร่งคลอดรายงานปฏิรูปด่วน
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยผลการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 9/2569 ณ อาคารรัฐสภา ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ยกระดับการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของแนวทางดังกล่าว คือการรับมือกับความจริงที่ว่า ในเหตุฉุกเฉิน “เวลา” อาจเป็นตัวชี้ชะตาชีวิต ขณะที่ระบบยังเผชิญความท้าทายจากข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่หลายระบบ ภาระงานของผู้ปฏิบัติการที่สูงขึ้น ภาวะวิกฤตที่ซับซ้อน และโอกาสเข้าถึงบริการที่ยังไม่เท่าเทียมกันระหว่างพื้นที่
นพ.เปรมศักดิ์ระบุว่า การประยุกต์ใช้ AI มีเป้าหมายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ช่วยเหลือให้เร็วขึ้น ประเมินและตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น เพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน และขยายการเข้าถึงบริการให้ครอบคลุมทั้งเมืองและชนบท โดยมีระบบกำกับดูแลรองรับอย่างชัดเจน
แนวทางที่นำมาพิจารณาศึกษาครอบคลุมสถาปัตยกรรมระบบของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. จำนวน 6 ชั้น เริ่มจากประชาชน ผู้ป่วย ผู้ปฏิบัติการ แพทย์ และผู้บริหารเหตุการณ์ เชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานฉุกเฉิน เช่น รถพยาบาล ศูนย์สั่งการ ระบบวิทยุและโทรศัพท์ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED กล้อง CCTV อุปกรณ์เซนเซอร์ โดรน และโรงพยาบาล
จากนั้นเชื่อมเข้าสู่แพลตฟอร์มการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล ทั้งระบบ NDEMS สายด่วน 1669 การแพทย์ทางไกล ระบบสั่งการและการเบิกจ่าย ก่อนรวบรวมเข้าสู่ศูนย์กลางข้อมูลระดับประเทศ ครอบคลุมข้อมูลเหตุการณ์ ผู้ป่วย ทรัพยากร โรงพยาบาล ข้อมูลพื้นที่ และผลลัพธ์การรักษา เพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์และส่งต่อข้อมูลไปยังศูนย์บัญชาการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉิน โดยทุกชั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบธรรมาภิบาล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยในการใช้ AI
สำหรับ การใช้ AI ตลอดกระบวนการช่วยชีวิต ที่ประชุมพิจารณาไว้ 10 ขั้นตอน ตั้งแต่พยากรณ์ความเสี่ยงเพื่อป้องกันเหตุ เปิดช่องทางเข้าถึง 1669 ผ่านโทรศัพท์ แอปพลิเคชัน SMS วิดีโอคอล และ LINE พร้อมระบบระบุตำแหน่งอัตโนมัติ ตลอดจนช่วยถอดเสียงรับแจ้งเหตุ จับประเด็น และสรุปสถานการณ์ เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า อีกส่วนสำคัญคือการใช้ AI ช่วยประเมินระดับความเร่งด่วนของผู้ป่วย และจัดส่งหน่วยกู้ชีพที่ใกล้และเหมาะสมที่สุด โดยคำนวณเส้นทางร่วมกับสภาพการจราจรแบบทันเวลา พร้อมพัฒนาผู้ช่วยดิจิทัลภาคสนาม เพื่อแนะนำขั้นตอนดูแลตามแนวทางปฏิบัติ ตรวจสอบยาและอุปกรณ์ รวมถึงช่วยบันทึกเอกสารด้วยเสียง ลดภาระงานของผู้ปฏิบัติการ
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้เชื่อมข้อมูลสัญญาณชีพจากรถพยาบาลแบบทันเวลา เพื่อให้ปรึกษาแพทย์ทางไกลได้ และใช้ AI ช่วยแนะนำโรงพยาบาลปลายทาง โดยพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาล และความพร้อมของเตียง ห้องผ่าตัด และห้องฉุกเฉิน ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังครอบคลุมการตรวจสอบสิทธิ สรุปเอกสารและรหัสโรค เพื่อสนับสนุนการเบิกจ่ายค่าชดเชย ตลอดจนวิเคราะห์ผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพบริการ เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง
ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า ในด้านการรับมือภัยพิบัติและภาวะวิกฤต คณะทำงานฯ เสนอให้ยกระดับจากการรอรับแจ้งเหตุ ไปสู่การคาดการณ์และเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยนำข้อมูลขนาดใหญ่ ทั้งสภาพอากาศ น้ำท่วม ประวัติการแจ้งเหตุ 1669 และการจราจร มาวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า 7 วัน เพื่อช่วยวางกำลังและทรัพยากรก่อนเกิดภัย
พร้อมกันนี้ เสนอให้เชื่อมข้อมูลจากดาวเทียม เรดาร์ กล้อง CCTV เซนเซอร์ โดรนสำรวจ และรายงานจากสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้หน่วยงานเห็นภาพสถานการณ์ชุดเดียวกัน ลดช่องว่างในการประสานงาน โดยบูรณาการกับตำรวจผ่านระบบ 191 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัคร มูลนิธิ หน่วยงานคมนาคม ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้กับข้อมูลทางการแพทย์ต้องมีมาตรการคุ้มครองอย่างเข้มงวด ที่ประชุมจึงพิจารณาแนวคิดใช้ระบบโมเดลภาษาและฐานความรู้ภายในองค์กร จัดเก็บข้อมูลในเครือข่ายองค์กรหรือคลาวด์ส่วนตัว โดยไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสาธารณะ พร้อมระบบควบคุมสิทธิการเข้าถึง การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และการเข้ารหัสข้อมูล ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและหลักความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หลักสำคัญคือ AI ทำหน้าที่เสนอแนะข้อมูล โดยบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้กำกับและตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ
สำหรับแผนขับเคลื่อนระหว่างปี 2570–2575 แบ่งเป็นปี 2570 วางรากฐานข้อมูล จัดทำนโยบายยุทธศาสตร์ AI และธรรมาภิบาลข้อมูล ปี 2571 ทดลองระบบคัดแยกผู้ป่วย การจัดส่งหน่วยกู้ชีพอัจฉริยะ และผู้ช่วยดิจิทัลภาคสนาม พร้อมประเมินผล ก่อนขยายเข้าสู่ระบบหลักในปี 2572 จัดตั้งพื้นที่เชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาการแพทย์ทางไกลเต็มรูปแบบ
ส่วนปี 2573–2575 วางเป้าหมายเชื่อมโยงระบบทั่วประเทศ ยกระดับสู่ศูนย์บัญชาการอัจฉริยะเต็มรูปแบบ และกำหนดมาตรฐาน AI ระดับชาติ โดยคาดหวังให้ช่วยลดเวลารอคอย จัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพิ่มความโปร่งใส และนำไปสู่การลดการเสียชีวิตและภาวะพิการ รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการฉุกเฉินโดย ที่ประชุมคณะทำงานฯ มีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าว และให้นำเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการตามลำดับต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาระยะเวลาปฏิบัติงานของคณะทำงานฯ ซึ่งแต่งตั้งตามคำสั่งคณะกรรมาธิการฯ ที่ ท. 4/2569 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดครบระยะเวลาวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยเห็นว่ายังต้องรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้รายงานการศึกษามีความรอบคอบและครบถ้วน จึงเห็นควรขอขยายระยะเวลาดำเนินงานอีก 90 วัน ไปจนถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

