ฝนมาก หรือ แก้มลิงไม่พอ? ดร.สามารถ ทวงถาม กทม. ฝั่งตะวันออกยังขาดพื้นที่รับน้ำเท่าไร?

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte ถึง น้ำท่วมกรุงเทพฯ... ฝนมาก หรือ “แก้มลิง” ไม่พอ?
คนกรุงเทพฯ คงรู้กันดีว่า “แก้มลิง” ยังมีไม่พอ แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ... แล้วกรุงเทพฯ ต้องการพื้นที่พักน้ำเพิ่มอีกเท่าไร
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ กทม.รู้มานานแล้วว่า ฝั่งตะวันออกมีความต้องการพื้นที่พักน้ำประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม.
เมื่อเรารู้ว่าน้ำมีโอกาสมาอีก แล้วเราเตรียม “ที่ให้น้ำอยู่” ไว้เพียงพอหรือยัง?
1. กทม.น้อมรับแนวพระราชดำริ “แก้มลิง”
“แก้มลิง” เป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 หลังเกิดปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ อย่างหนัก
หลักการคือ เก็บน้ำไว้ชั่วคราวในพื้นที่ที่เตรียมไว้ แล้วค่อยระบายออกเมื่อระบบระบายน้ำและคลองสามารถรองรับได้ พูดได้ว่า เมื่อระบายน้ำออกไม่ทัน ก็ต้องมี “ที่ให้น้ำอยู่” ก่อน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม “พื้นที่แก้มลิง” จึงมีความสำคัญต่อการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ
2. ฝั่งตะวันออกต้องการแก้มลิง 13 ล้าน ลบ.ม.
กทม.ได้ศึกษาระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาภายในคันกั้นน้ำพระราชดำริ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 650 ตารางกิโลเมตร พบว่า หากฝนตกต่อเนื่องภายใน 3 ชั่วโมง จะมีน้ำส่วนเกินจากระบบระบายน้ำประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม. จึงต้องจัดหาแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำส่วนเกินดังกล่าว
ตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่เพิ่งคิดขึ้นหลังน้ำท่วมครั้งล่าสุด แต่เป็นโจทย์ที่ กทม.รู้มานานแล้ว
ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลของ กทม.ช่วงปี 2552 ระบุว่า มีพื้นที่แก้มลิงรวม 21 แห่ง ความจุประมาณ 12.75 ล้าน ลบ.ม. แต่เป็นตัวเลขรวมทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ไม่ใช่เฉพาะฝั่งตะวันออก
ต่อมา เอกสารของ กทม. ณ เดือนมกราคม 2566 ระบุว่า ฝั่งตะวันออกมีพื้นที่แก้มลิง 33 แห่ง ความจุประมาณ 7.66 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม. จึงยังต้องการเพิ่มอีกประมาณ 5.34 ล้าน ลบ.ม. ตรงนี้ต้องเน้นว่า 5.34 ล้าน ลบ.ม. เป็นข้อมูล ณ มกราคม 2566 ไม่ใช่ตัวเลขปัจจุบันของปี 2569
แล้วพื้นที่รับน้ำที่เคยวางแผนไว้ล่ะ?
หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 กทม.ได้ศึกษาและวางแผนจัดทำบึงรับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกอีก 6 แห่ง ให้เป็นแก้มลิง ได้แก่ คลองลำหม้อแตก คลองพระยาสุเรนทร์ คลองคู้บอน คลองบางชัน และคลองสามวา 1–2 โดยมีการประเมินความจุรวมของทั้ง 6 แห่ง ไว้ประมาณ 5.77 ล้าน ลบ.ม.
แต่ทั้ง 6 แห่ง ไม่ได้เกิดขึ้นตามแผนเดิม คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไม 6 แห่งนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้น?” แต่ควรถามต่อว่า “แล้วพื้นที่รับน้ำประมาณ 5.77 ล้าน ลบ.ม. ที่เคยวางแผนไว้ มีพื้นที่หรือมาตรการใดเข้ามาทดแทน?” เพราะหัวใจสำคัญคือ วันนี้ฝั่งตะวันออกมีพื้นที่สำหรับพักน้ำจริงๆ เท่าไร
ข้อมูลล่าสุดที่ กทม.รายงานในเดือนกันยายน 2569 ระบุว่า กรุงเทพฯ มีพื้นที่รับและหน่วงน้ำตามแนวพระราชดำริ “แก้มลิง” 38 แห่ง รวมความจุประมาณ 13.71 ล้าน ลบ.ม. และกำลังดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 แห่ง รวมประมาณ 290,000 ลบ.ม.
แต่มีเรื่องสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดเจน 13.71 ล้าน ลบ.ม. เป็นตัวเลขรวมของทั้งกรุงเทพฯ ไม่ใช่เฉพาะฝั่งตะวันออก ดังนั้นจึงยังตอบไม่ได้ว่า ฝั่งตะวันออกต้องการแก้มลิงเพิ่มอีกเท่าไร?
นี่คือข้อมูลที่ผมคิดว่า กทม.ควรเปิดเผยให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนที่สุด ฝั่งตะวันออกมีพื้นที่แก้มลิงกี่แห่ง? ความจุรวมเท่าไร? และเมื่อเทียบกับความต้องการ 13 ล้าน ลบ.ม. ยังขาดอีกเท่าไร?
3. “แก้มลิง” กับ “อุโมงค์ยักษ์” ทำหน้าที่ต่างกัน
บางคนอาจมองว่า ถ้ามีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีแก้มลิงมากขึ้น ผมคิดว่าไม่ควรมองอย่างนั้น เพราะแก้มลิงมีหน้าที่ “พักน้ำ” ส่วนอุโมงค์มีหน้าที่ “เร่งระบายน้ำ”
ปัจจุบัน กทม.มีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้งานอยู่ 5 แห่ง มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำรวมประมาณ 255 ลบ.ม./วินาที
อุโมงค์เปรียบเหมือน “ทางด่วนน้ำ” ช่วยพาน้ำออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้เร็วขึ้น แต่ถ้าน้ำจากพื้นที่ต้นทางไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำได้ช้า เพราะคลอง ท่อ ประตูระบายน้ำ หรือสถานีสูบน้ำมีข้อจำกัด ต่อให้มีทางด่วนน้ำที่ใหญ่ ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่
เพราะฉะนั้น แก้มลิงกับอุโมงค์ไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่เป็นคนละเครื่องมือที่ต้องทำงานร่วมกัน มีทั้งที่ “พักน้ำ” และมีทั้งทาง “ระบายน้ำออก” จึงจะช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเจอฝนตกหนัก
4. เมื่อรู้ว่าแก้มลิงไม่พอ ก็ต้องเร่งหาเพิ่ม
เราห้ามฝนไม่ได้ แต่เราหา “ที่ให้น้ำอยู่” ได้ เมื่อรู้มานานแล้วว่า ฝั่งตะวันออกต้องการพื้นที่พักน้ำประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม. สิ่งที่ กทม.ควรทำต่อคือ ทำให้ตัวเลขปัจจุบันชัดเจน และเร่งหาพื้นที่รับน้ำที่ยังขาดอยู่
ฝนหนักขึ้น พื้นที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น “แก้มลิง” จึงควรเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของกรุงเทพฯ
ผมอยากเห็น กทม.ประกาศให้ชัดว่า ฝั่งตะวันออกวันนี้มีแก้มลิงเท่าไร ต้องการอีกเท่าไร พื้นที่ที่เคยวางแผนไว้เป็นแก้มลิง 6 แห่ง มีความจุรวม 5.77 ล้าน ลบ.ม. มีอะไรทดแทน และจะหาเพิ่มจากที่ไหน?
เพราะสุดท้ายแล้ว... ปัญหาน้ำท่วม ไม่ใช่แค่จะระบายน้ำให้เร็วแค่ไหน แต่ต้องมี “ที่ให้น้ำอยู่” ด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

