ซุบซิบกทม.:29 ตุลาคม 2569

ซุบซิบกทม.
เป็นสิ่งที่ดีเมื่อ มติ ครม.ล่าสุดออกมาเกี่ยวกับเรื่องน้ำมันที่มีราคาสูงสุดกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา และรัฐบาลบอกว่าน้ำมันสำรองมีมากพอ โดยมีมติให้ปรับลดราคาน้ำมันช่วยเหลือประชาชนเป็นระยะเวลา3เดือน (น้ำมันบางประเภท) แก๊สโซฮอล์E20 ลด5.60บาทต่อลิตร,ไบโอดีเซลB20ลด5.50บาทต่อลิตร ...มติ ครม.ดังกล่าวว่ากันว่าเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง เป็นการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เพิ่มความต้องการวัตถุดิบและช่วยพยุงราคาพืชผลทางการเกษตร ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังต้องการให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันประเภทนี้ให้มากขึ้นด้วย...แน่นอนการลดราคาน้ำมันย้ำว่าดี แต่ก็เกิดคำถามแย้งลั่นเช่นกัน การชักชวนให้คนมาใช้น้ำมันประเภทที่ปรับลดลงกันมากขึ้นเป็นสิ่งที่ควรพูดหรือไม่ เพราะรถแต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่นมันไม่สามารถใช้น้ำมันได้เหมือนคนที่เปลี่ยนใส่เสื้อผ้า หรือเลือกกินอาหารกันได้ทุกวัน หรือผู้ใช้รถจะเลือกใช้น้ำมันได้ทุกประเภททุกชนิด คำอธิบายดังกล่าวเป็นการพูดที่ไม่เข้าใจความต้องการประชาชน หรือเข้าถึงบริบทของปัญหาที่แท้จริงไม่ เพราะการลดราคาน้ำมันไม่ตรงจุด หรือเกาไม่ถูกที่คัน อันที่จริงน้ำมันที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ซึ่งเป็นต้นทุนค่าขนส่งหลัก คือ ดีเซลB7และน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์91-95 แต่รัฐกลับไปลดE20 B20 ซึ่งมีสัดส่วนผู้ใช้น้อยกว่า ชนิดไม่ยอมแก้โครงสร้างราคาพลังงานระยะยาว ...หนำซ้ำประชาชนหลากหลายสาขาอาชีพบอกเป็นเสียงเดียวกันลดภาษีน้ำมัน เป็นการใช้“ประชานิยมฉาบฉวย” ที่ไม่ได้แก้ปัญหาของต้นตอต้นเหตุเลย อาทิ ค่าการกลั่นที่จะต้องปรับให้เป็นธรรม ค่าบริการทิพพย์ ,ค่าขนส่งทิพย์ ,ค่าประกันทิพย์ ที่ผูกรวมมัดเอาไว้เหมือนรัฐฯจะเจตนาให้คงอยู่ เพราะสาเหตุรัฐฯกระเป๋าฉีก วินัยการคลังมีปัญหา แถมการชักชวนให้ประชาชนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่เข้าเป้าในการเก็บภาษี แม้คนที่เป็นนายกฯจะลงทุนลงแรงขับออกมาโชว์ว่าใช้เองก็ล้มเหลว ยิ่งกว่านั้นประชาชนยังข้องใจสงสัยว่า เพราะเหตุใดราคาน้ำมันจึงทะลึ่งไปอิงกับตลาดสิงคโปร์เหมือนเราต้องเป็นทาสเขา ทำไมประเทศมาเลเซียก็ได้น้ำมันดิบมาจากแผ่นดินใต้ทะเลเหมือนประเทศไทย เขาไม่ยอมสิโรราบกับใคร ขณะเดียวกันพม่าก็ไม่เดือดร้อนเรื่องราคาน้ำมันเหมือนไทย ...แน่นอนสาเหตุที่รัฐบาลไม่ยอมปรับโครงสร้างทั้งหมดลงให้ชัดเจนทั้งๆรู้กันเต็มหัวอกสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่มีความเป็นธรรมต่อประชาชนเลย การคงโครงสร้างเดิมๆเอาไว้ ยิ่งน้ำมันมีราคาสูงเท่าไหร่รัฐฯก็มีรายได้มากขึ้นเท่านั้น และส่งผลให้ประชาชนถูกรีดภาษีหนักขึ้นตามไปด้วย เพื่อช่วยรัฐฯชดเชยนโยบาย“ประชานิยมฉาบฉวย”.นั่นเอง...ยอมรับกันหรือไม่ว่าโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเรื่องการกลั่นที่โรงกลั่นฟาดกำไรกันอู้ฟู่ในช่วงสงครามตะวันออกกลาง ที่กำหนดมีการคำนวณภาวะความเสี่ยงจากสงครามเป็นโจทย์ ทั้งที่ยังขาดความชัดเจนเรื่องของตัวเลข เดิมก่อนเกิดวิกฤตเหตุ ค่าการกลั่นลิตรละ2.45บาท ก็ขยับเปลี่ยนเป็น14-17บาท ตั้งแต่เดือนเมษายน2569 ค่าการกลั่นเปลี่ยนแปลงหนัก ...ก่อนหน้านั้นรัฐบาลเองทนเสียงเรียกร้องที่ขาดการต่อรองของประชาชนไม่ไหว ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบเรื่องน้ำมันด้านการเมืองออกมายอมรับหน้าตาเฉยโครงสร้าง“มีปัญหาจริง ”เสมือนโปรยยาหอมน้อมรับแก้ไข สุดท้ายก็แพ้ภัยนายทุนน้ำมัน ปฎิกริยาเห็นใจประชาชนแค่“หาวเป็นดาวเดือน”...
ไผ่ฎำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

