มท.4แก้ต่างด้าว สวมสิทธิบัตรชมพู สั่งตรวจเข้มทั่วปท.

มท.4แก้ต่างด้าว
สวมสิทธิบัตรชมพู
สั่งตรวจเข้มทั่วปท.
“มท.4” เผยขยายผลสางปมสวมสิทธิบัตรชมพูต่างด้าวทั่วประเทศ ยันเคสเขตดินแดงแค่จุดเริ่มต้น เร่งสอบ 3 กลุ่มตามหมายจับ “เจ้าหน้าที่-นายหน้า-เจ้าบ้าน” ชี้ค่าหัวพุ่งหลักหมื่น-แสน ยอมรับไม่กล้าประเมินยอด เหตุมีเยอะมาก ด้านสำนักงานเขตหลักสี่แถลง ยืนยัน ไม่ใช่ “ฐานบัตรผี” ด้าน “ชัชชาติ” สั่งทุกเขตตรวจสอบปมย้ายเข้าทะเบียนราษฎรบุคคลต่างด้าวย้อนหลัง 10 ปี ย้ำ ต้องปรับปรุงกระบวนการใหม่ กระจายอำนาจ-หมุนเวียนเจ้าหน้าที่-เช็กเส้นทางการเงิน หวั่นช่องโหว่เปิดทางทุจริต
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เขตดินแดงสวมบัตรสีชมพู ของแรงงานต่างด้าว โดยจ่ายค่าหัวให้กับเจ้าหน้าที่ ว่า ตัวเลขจริงมีมากกว่านั้นอยู่แล้ว ส่วนที่เจอ 100 กว่าราย ที่ดินแดง เป็นแค่จุดเริ่มต้น เราจะขยายผลจากพื้นที่เดิมด้วย รวมถึงพื้นที่อื่นทั่วประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าจำนวนตัวเลขของกรณีที่เกิดขึ้นลักษณะนี้มีกี่รายทั่วประเทศ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนไม่กล้าบอกจำนวน เพราะมีเยอะ เรายังรวบรวมตัวเลขไม่เสร็จ ซึ่งมีปริมาณเยอะมากแต่เรามีเป้าที่เล็งไว้อยู่ คิดว่าอย่างไรก็เจอตัว แล้วจะนำมาดำเนินการแน่นอน โดยตามหมายจับ 7 หมายจับที่ออกไป ประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 เจ้าหน้าที่ กลุ่ม 2 นายหน้า ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ และกลุ่ม 3 เจ้าบ้านที่ให้ที่พักอาศัยบางครั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามา เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ แต่นายหน้าก็บอกให้เขามา บอกว่า คุณจ่ายเงินแบบนี้ เดี๋ยวผมทำให้ กระบวนการที่ซับซ้อน ต้องมีการสอบสวนข้อมูลอย่างละเอียด
เมื่อถามว่าปกตินายหน้าเรียกค่าหัวเท่าไหร่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มีหลักหมื่นถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประเภทอะไร ส่วนได้ขยายผลไปถึงกระทรวงแรงงานหรือไม่ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอยู่แล้ว เพราะกลุ่มคนที่เอามาแอบอ้างในการขึ้นทะเบียน ก็เป็นลูกหลานของกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน ซึ่งต้องแยกเป็นสัดส่วนไป โดยต้องบูรณาการข้อมูลทำงานร่วมกันกับกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว
ช่วงหลังจะสังเกตว่า เวลาเราไปกวาดล้าง ที่เห็นว่าเจอนู่นเจอนี่เต็มไปหมด เพราะเราทำงานร่วมกันอยู่แล้ว เคสเมื่อวานซืน ก็เป็นกรณีที่ทางปกครอง ปปท. ปปง. ดีเอสไอ ทำงานร่วมกัน 4-5 หน่วยงาน เพื่อทำให้การตรวจสอบเข้าถึงได้ง่าย และครอบคลุมที่สุด” นายวรศิษฎ์ กล่าว
ขณะที่ สำนักงานเขตหลักสี่ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีการนำชื่อเขตหลักสี่ไปเชื่อมโยงกับ ฐานบัตรผีคนต่างด้าว โดยระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร สำนักงานเขตหลักสี่ไม่ได้เป็น “ฐานบัตรผี” ตามที่เป็นข่าว ทั้งนี้ ข้าราชการรายดังกล่าวเดิมสังกัดเขตดินแดง และเหตุการณ์ที่เป็นข่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สำนักงานเขตดินแดง ก่อนจะย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตหลักสี่ในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ได้ออกคำสั่งให้ข้าราชการรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า สำนักงานเขตหลักสี่ยืนยันความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ
ทางด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรประจำตัวสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ ว่า กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้บัตรประจำตัวสีชมพู ซึ่งเป็นบัตรสำหรับบุคคลต่างด้าว ไม่ใช่บัตรประชาชนสำหรับบุคคลทั่วไป
โดยพบว่ากระบวนการดังกล่าวอาจมีรูปแบบการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายลักษณะ โดยในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยและมีบุตร แต่ภายหลังบุตรเดินทางกลับประเทศของตนเอง ขณะที่เอกสารการเกิดยังคงมีชื่อบุตรอยู่ จากนั้นอาจมีการนำข้อมูลของบุคคลดังกล่าวมาใช้สวมสิทธิ์ เพื่อย้ายชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง และนำไปใช้ประกอบการขอจดทะเบียนหรือจัดทำเอกสารให้มีสถานะเสมือนเป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังอาจมีรูปแบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับการย้ายบุคคลจากทะเบียนบ้านกลางเข้าสู่ทะเบียนบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง เนื่องจากการจัดทำบัตรประจำตัว จำเป็นต้องมีทะเบียนบ้านเป็นหลักฐานประกอบ โดยอำนาจในการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรในพื้นที่เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในแต่ละพื้นที่
“พบข้อสังเกตบางประการที่มีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีในพื้นที่เขตดินแดง ซึ่งมีบ้านหลังหนึ่งพบว่ามีบุคคลย้ายเข้าหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนเป็นจำนวนประมาณ 40 - 45 คน จึงถือเป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการในกรณีดังกล่าว กทม.ดำเนินการเบื้องต้นด้วยการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 คน ออกจากตำแหน่ง หรือออกจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก่อน พร้อมสั่งให้มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในพื้นที่อื่นหรือสำนักงานเขตอื่น มีลักษณะเดียวกันหรือไม่ กำหนดให้การตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเสร็จและแจ้งให้รายงานมาภายในวันศุกร์นี้(21ส.ค.) จากเดิมที่แจ้งให้รายงานภายในวันที่ 1กันยายน 2569 เพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงของบุคคลและกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้ ยังได้สั่งให้มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังไปมากกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อค้นหาความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน โดยให้ตรวจสอบข้อมูลในทุกสำนักงานเขต ขณะที่กรณีในพื้นที่เขตดินแดง เมื่อปี 2567 พบข้อมูลที่ต้องสงสัยพุ่งสูงมากจึงจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดและความเชื่อมโยงเป็นรายกรณี
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม คือเส้นทางการเงิน ด้วยว่า เนื่องจากหากพบว่ามีการจ่ายเงินระหว่างนายหน้ากับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขต ก็จะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาได้ว่า มีผลประโยชน์หรือการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ โดยการเข้ามาช่วยตรวจสอบของหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้รวดเร็วและมีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นสิ่งที่น่าสนใจคือรูปแบบที่มีเส้นการเงิน ตัวอย่างเช่น ที่ตำรวจไปจับก็ตรวจสอบเส้นทางให้เรามั่นใจว่ามีความไม่สุจริตอยู่ ก็ทำให้ กทม.สามารถไล่ออกได้ ให้คนออกก่อนได้เร็วขึ้นเลย
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงระบบแจ้งเตือนกรณีมีบุคคลจำนวนมากอยู่ในทะเบียนบ้านว่า ตามหลักการ หากบ้านใดมีบุคคลอยู่เกิน 15 คน ระบบจะมีสัญญาณเตือนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวในปัจจุบันเป็นการแจ้งเตือนสำหรับบุคคลทั่วไปหรือบุคคลสัญชาติไทย ขณะที่กรณีบุคคลต่างด้าวยังไม่มีระบบแจ้งเตือนในลักษณะเดียวกัน จึงอาจทำให้บางกรณีไม่ถูกตรวจพบโดยอัตโนมัติทั้งนี้ หากมีการย้ายบุคคลจำนวนมากเข้าสู่ทะเบียนบ้านในวันเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยและควรตรวจสอบ แต่หากมีการทยอยย้ายเข้าทีละราย ระบบอาจไม่สามารถแจ้งเตือนได้ แม้ในทางกายภาพจำนวนบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านจะเกินความเหมาะสมก็ตาม
นายชัชชาติ กล่าวย้ำว่า หากจำนวนบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสูงเกินหลักเกณฑ์ หรือเกินความเหมาะสม เจ้าหน้าที่ควรเข้าไปตรวจสอบ โดยยกตัวอย่างกรณีบ้านเขตดินแดงที่บ้านมีพื้นที่ประมาณ 40ตร.ม.แต่มีบุคคลอยู่หรือมีชื่อในทะเบียนจำนวนมากถึง 40 คน ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่มีความผิดปกติอย่างชัดเจน
ส่วนจะมีการตรวจสอบย้อนหลังหากพบการเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือไม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า การตรวจสอบจะต้องดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และหากพบว่าผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามความผิดอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ
นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า การให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบมีความสำคัญ เพราะ กทม.มีข้อจำกัดด้านอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลบางประเภท โดยเฉพาะข้อมูลเส้นทางการเงิน หรือการเรียกข้อมูลจากบุคคลภายนอก แต่ตำรวจมีอำนาจในการดำเนินการดังกล่าว ทำให้สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของนายหน้า เจ้าหน้าที่ และการโอนเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ กทม.ไปเรียกคนอื่นมาให้ข้อมูลอะไรก็ไม่ค่อยได้ เพราะเราไม่มีอำนาจ แต่พอตำรวจไปดูเส้นทางเงินได้ ก็ทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น
“การตรวจสอบภายในด้านวินัยของ กทม.อาจใช้เวลานาน เนื่องจากต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล แต่เมื่อมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยสืบสวน จะทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่กรณีดังกล่าวสามารถดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ 4 รายออกจากการปฏิบัติหน้าที่ได้ก่อน ขณะที่การสอบสวนทางวินัยจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” นายชัชชาติกล่าวย้ำ
นายชัชชาติยอมรับว่า มีความกังวล เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า ระบบอาจมีช่องโหว่บางประการที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และอำนาจบางส่วนอาจกระจุกอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ กทม.จำเป็นต้องทบทวนกระบวนการทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ลูกทิพย์พ่อทิพย์ รวมถึงกระบวนการจดทะเบียนและการย้ายเข้าทะเบียนราษฎร พร้อมทั้งต้องตรวจสอบว่ามีช่องโหว่ในกระบวนการอื่นอีกหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต
พร้อมกันนี้ กทม.จะต้องปรับแนวทางการทำงาน โดยให้ผู้อำนวยการเขตและหัวหน้าฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ควรปล่อยให้อำนาจการดำเนินการในเรื่องสำคัญตกอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว รวมถึงอาจพิจารณาการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานด้านทะเบียน เพื่อป้องกันการสะสมอำนาจและลดความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต
ส่วนกรณีที่ กทม. มีนโยบายแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่เดิม และมีข้อเสนอให้เพิ่มประเด็นงานฝ่ายปกครองและงานทะเบียนราษฎรเข้าไปในมาตรการดังกล่าวหรือไม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า จำเป็นต้องเพิ่มและปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงถือว่าก็เป็นเคสที่ทำให้ทุกคนได้ปรับปรุงกระบวนการใหม่ให้มันรอบคอบ แล้วก็ให้โปร่งใสมากขึ้น
สำหรับกรณีที่มีข้อมูลผู้ต้องสงสัยมากกว่า 3,000 ราย นายชัชชาติกล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับกรณีเดียวกัน เนื่องจากอาจเป็นข้อมูลที่มาจากหลายบ้านหลายหลัง จึงต้องตรวจสอบในรายละเอียดเป็นรายทะเบียนบ้าน ว่าแต่ละบ้านมีการลงทะเบียนบุคคลไว้จำนวนเท่าใด
เบื้องต้นเข้าใจว่ามีการกำหนดเกณฑ์จำนวนประมาณ 15 คน เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบ แต่จำนวนดังกล่าวอาจมีการปรับลดลงตามความเหมาะสม ก่อนที่จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทะเบียนบ้านแต่ละหลังอย่างละเอียดต่อไป
“จากกรณีพ่อทิพย์ ที่พบว่าชายหนึ่งคนมีการจดทะเบียนสมรสกับบุคคลต่างชาติหลายราย เช่น 5 - 6 ราย ก็ถือเป็นข้อมูลที่ควรตั้งข้อสังเกตและตรวจสอบเพิ่มเติม โดยสามารถเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบได้ เพื่อพัฒนาระบบให้มีลักษณะเป็น Early Warning หรือระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายหรือการทุจริตในวงกว้าง” นายชัชชาติ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

