รายงานพิเศษ : ถก ‘Thailand TNA’ ฉบับที่ 2 เชื่อมเป้าหมาย ‘Net Zero – กลไกการเงินโลก’ สู่การใช้จริง

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 5/2569 ณ ห้องประชุมบอร์ดรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ สอวช. โดย ดร.ศรีฉัตรา ไชยวงค์วิลาน นักยุทธศาสตร์ 2 ฝ่ายคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์และอนาคตศึกษา ได้นำเสนอวาระเพื่อเสวนา เรื่อง “โครงการประเมินความต้องการเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย” หรือ Thailand Technology Needs Assessment (TNA) ฉบับที่ 2 ต่อที่ประชุม ถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า กฎกติกาใหม่ของโลก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โครงการ TNA จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีใดเป็นเทคโนโลยีจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนา นำมาใช้ หรือรับการถ่ายทอดจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โครงการ TNA เป็นโครงการภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC ที่มุ่งสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้สามารถประเมิน วางแผน และจัดลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีด้านภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งมีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) รวมถึง UNEP Copenhagen Climate Centre ทำงานร่วมกับ สอวช. อย่างใกล้ชิด
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยจัดทำ Thailand TNA ฉบับที่ 1 ในช่วงปี พ.ศ. 2553–2555 และสามารถนำผลการประเมินไปบูรณาการเข้ากับแผนระดับชาติหลายฉบับ อาทิ แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผน NDC Roadmap แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ผลจาก TNA ฉบับแรกยังถูกนำไปต่อยอดเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศระหว่างประเทศ เช่น กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) ในโครงการด้านการจัดการน้ำและเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งมีหน่วยงานไทย เช่น กรมชลประทาน และกรมการข้าว เข้าร่วมขับเคลื่อน
สำหรับ Thailand TNA ฉบับที่ 2 ประเทศไทยได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการในระยะที่ 5 ระหว่างปี พ.ศ. 2568–2570 โดย สอวช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักของประเทศ มี ดร.สุรชัย เป็น Thailand TNA Coordinator และทำงานร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสาขาที่เกี่ยวข้อง
ดร.ศรีฉัตรา กล่าวด้วยว่า การดำเนินงานในครั้งนี้ได้ถอดบทเรียนจาก TNA ฉบับแรก โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น รวมถึงการพิจารณาเทคโนโลยีพลิกโฉมที่เกิดขึ้นใหม่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา การเชื่อมโยงกับกลไกทางการเงินระหว่างประเทศ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนความสอดคล้องกับเป้าหมายและกติกาใหม่ของโลกภายใต้ความตกลงปารีส ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero ในปี ค.ศ. 2050
“TNA ฉบับที่ 2 ใช้กระบวนการคัดเลือกเทคโนโลยีตามกรอบของ UNEP และ UNFCCC ประกอบด้วยการวิเคราะห์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Foresight) การวิเคราะห์ STEEP และ System Mapping การจัดทำ Technology Fact Sheets การประเมินหลายเกณฑ์ (Multi-Criteria Analysis) และ Evaluation Matrix เพื่อพิจารณาทั้งมิติผลกระทบและความพร้อมของเทคโนโลยี โดยแบ่งภาคส่วนยุทธศาสตร์ออกเป็น 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคเกษตร ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์” ดร.ศรีฉัตรา กล่าวและว่า ในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานได้คัดเลือกเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS/BECCS) และระบบโซลาร์บนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนภาคเกษตรได้คัดเลือกเทคโนโลยีลดก๊าซมีเทนในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ข้าวปรับแต่งพันธุกรรม สารยับยั้งไนตริฟิเคชันเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ และเซ็นเซอร์ Near-Infrared (NIR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดการในภาคเกษตร
ขณะที่ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำได้คัดเลือกเทคโนโลยี อาทิ ระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ด้วย IoT ระบบหน่วงและกักเก็บน้ำใต้ดิน (Underground Attenuation and Storage : UAS) การเติมน้ำใต้ดินแบบ Managed Aquifer Recharge (MAR) และแบบจำลองพยากรณ์ระยะสั้น–ระยะยาวด้วย AI และฟิสิกส์ (PG-LSTM) ส่วนภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ได้คัดเลือกแบบจำลองภูมิอากาศประเทศไทย (Thailand Climate Integrated Model: ThaICIM) ระบบพลังงานเพื่อรองรับภัยพิบัติ วัสดุระบายความร้อนแบบพาสซีฟ และแพลตฟอร์ม Digital Twin สำหรับการวางผังเมืองและบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ
“รายงาน TNA ฉบับที่ 2 อยู่ระหว่างการปรับปรุงตามรูปแบบและข้อเสนอแนะของ UNEP ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำรายงานวิเคราะห์อุปสรรคและปัจจัยเอื้อ และจัดทำแผนปฏิบัติการเทคโนโลยี (Technology Action Plans: TAPs) ระหว่างเดือนมิถุนายน 2569 ถึงมีนาคม 2570 เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอโครงการและนำไปสู่การระดมทุน การลงทุน และการใช้งานจริงในประเทศต่อไป” ดร.ศรีฉัตรา ระบุ
ด้าน ดร.สุรชัย ชี้แจงว่า หัวใจสำคัญของ TNA ฉบับที่ 2 คือ การผลักดันผลการประเมินไปสู่ภาคปฏิบัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับกลไกสนับสนุนทางการเงินระดับโลก เช่น GCF และ GEF เนื่องจากเทคโนโลยีบางประเภท เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน หรือ SMR ยังมีต้นทุนสูงและอาจยังไม่คุ้มค่าสำหรับการลงทุนของเอกชนโดยลำพัง สอวช. จึงมุ่งทำงานร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแปลงข้อเสนอเชิงเทคโนโลยีไปสู่แผนงาน โครงการ และกลไกสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม
“สอวช. จะนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมไปปรับปรุงการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป โดยเฉพาะการวิเคราะห์อุปสรรค ปัจจัยเอื้อ หน่วยงานเจ้าภาพ กลไกงบประมาณ กำลังคน และการเชื่อมโยงกับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้ TNA ฉบับที่ 2 สามารถเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีภูมิอากาศของไทยไปสู่การปฏิบัติจริง สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว” ปลัด อว. กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

