วราวุธปิดรูรั่วรง.ขยะพิษ จ่อโละม.21 เลิกเช่าซื้อใบอนุญาต เบรกทุนจีนสวมสิทธิ์

วราวุธปิดรูรั่วรง.ขยะพิษ
จ่อโละม.21
เลิกเช่าซื้อใบอนุญาต
เบรกทุนจีนสวมสิทธิ์
“วราวุธ” สั่งปิดรูรั่วโรงงานพิษ จ่อโละ ม.21 เลิกเช่าซื้อใบอนุญาต สกัดทุนจีนสวมสิทธิ์ เตรียมแก้กฎหมาย อุดช่อง ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชี้ เพิ่มบทลงโทษเข้มข้นแก้ปัญหาสำแดงเท็จได้ เผยคิกออฟ ส่งทีมเฉพาะกิจลุยตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง ใน 1 สัปดาห์
หลังจากที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรกกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีมเพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างบูรณาการประกอบด้วย 1.ทีมปราบปรามและกวาดล้าง ได้แก่ ชุดที่ 1 นำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกในโรงงานกลุ่มเสี่ยง ลำดับที่ 105 และ 106 ชุดที่ 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามและแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชน 2.ทีมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส่งออก นำโดยกรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่างประเทศ ตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออกพร้อมทั้งกำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง3.ทีมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย ดำเนินการยกระดับความเข้มของกฎหมาย และเพิ่มอัตราโทษให้มีความเด็ดขาด เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ
‘วราวุธ’เดินหน้าแก้ก.ม.เพิ่มโทษ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ว่า หลายพื้นที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงานมาตรา 37 และ 39 และฟ้องร้องทางแพ่งรวมถึงจะดำเนินการให้เป็นคดีอาญาด้วย และในอนาคตจะทำให้เป็นคดีการเงิน โดยร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน และขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มโทษ การลงโทษมีความเข้มข้นขึ้น
1สัปดาห์เห็นแน่ปิดโรงงานเสี่ยง
นายวราวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 มีอยู่ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้มี 1,500 กว่าแห่งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งทีมเฉพาะกิจลงไปในพื้นที่ 5 จังหวัดดังกล่าว แต่ละทีมจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมจังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ในการเข้าไปตรวจทุกโรงงาน โดยจะเริ่มคิกออฟวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยจะมีการลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง และภายใน1 สัปดาห์จะเห็นความคืบหน้าว่าโรงงานใดดำเนินการตามเงื่อนไขหรือไม่ โดยจะมีการตรวจสอบในพื้นที่เสี่ยงสูง และที่ได้รับเรื่องร้องเรียน รวมถึงกรณีมีการสั่งให้แก้ไขไปแล้วก่อนหน้านี้แต่ไม่ดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมามักมีการขอขยายเวลาแก้ไข ตนให้แนวทางไปว่าต่อจากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก็ปิดโรงงาน นอกจากนี้ หากพบว่าโรงงานใดเข้าข่ายนอมินีก็จะเร่งตรวจสอบ
ห้ามนำเข้าซากแต่ยังมีปัญหา
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี 2563 เราได้ห้ามนำเข้าซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่ผ่านมามีการลักลอบนำเข้ามา ประกอบกับช่วงหลังมีประเด็นปัญหา เวลานำซากรถยนต์บดอัดก้อนเข้ามา ซึ่งจะมีสายไฟและอื่นๆ เป็นส่วนประกอบด้วย ทำให้ผิดกฎหมายทั้งก้อน จึงจะต้องมาพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีการปนเปื้อนได้กี่เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานสากลโดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษโลหะจะต้องไปดูรายละเอียดโดยจะได้รับคำตอบเร็วๆ นี้
ส่วนกรณีการใช้เศษเหล็กในประเทศไทย เพื่อมาเป็นส่วนประกอบนั้นหากประเทศไทยสั่งห้ามนำเข้าเศษเหล็กอาจเป็นเรื่องดีกับหลายประเทศในยุโรปที่ไม่อยากส่งออกอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อมาใช้เป็นวัตถุดิบอยู่ ขณะเดียวกันกรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่า เหล็กบางชนิดรีไซเคิลน้อย แต่ส่งออกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมาตรวจสอบกันอย่างละเอียด ถึงเวลาที่จะต้องมากวาดบ้านจริงจัง
ตรวจทุกตู้หรือเพิ่มโทษเข้มข้น
นายวราวุธ กล่าวว่าสำหรับแนวทางติดตามตั้งแต่สินค้าตั้งแต่ต้นทางนั้นที่ผ่านมาอาจมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานในเรื่องข้อมูล โดยจะหารือกับอธิบดีกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ต่อไป ส่วนกรณีการสำแดงเท็จนั้น หากต้องการให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ แต่ตนเห็นว่า การปรับกฎหมายให้มีบทลงโทษเข้มข้นขึ้น และการแก้ไขให้โรงงานสั่งวัตถุดิบโดยตรง จะทำให้สามารถตรวจสอบต้นทางได้ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสสำแดงเท็จได้
เมื่อถามว่า การตรวจสอบจะกระทบโรงงานที่มองว่า ตัวเองไม่อยู่ในข่ายตรวจสอบ แต่ต้องหยุดกิจการชั่วคราว จะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากโรงงานดำเนินการไม่ถูกต้องให้ดำเนินการให้ถูกต้อง หากจะกระทบห่วงโซ่อุปทานก็ต้องมาพิจารณากัน แต่ไม่ใช่ข้ออ้างไม่ทำตามกฎหมาย ส่วนกรณีบางโรงงานได้ขออนุญาตดำเนินการกิจกรรมหลายประเภทนั้น ตนจะพิจารณาดูว่าได้ดำเนินการตรงกับที่ขออนุญาตหรือไม่ หากไม่ตรงอาจจะดำเนินการยึดใบอนุญาตได้ จึงขอฝากให้ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยขณะนี้ยังได้ประสานกับตำรวจให้เป็นหูเป็นตาด้วย
จ่อเลิกม.21เช่าซื้อใบอนุญาตสกัดทุนจีน
เมื่อถามว่า ในมาตรา 21 พ.ร.บ.โรงงาน ที่เปิดโอกาสให้มีการเช่าซื้อใบอนุญาตได้ จะเป็นช่องว่างให้ทุนจีนเข้ามาซื้อและประกอบกิจการโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตนได้ให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมไปแก้ไขมาตราดังกล่าวด้วย เพราะไม่สมเหตุสมผล และหากเป็นไปได้ให้ยกเลิก ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนแก้ไข
เมื่อถามย้ำว่า รวมไปถึงช่องโหว่เรื่องการต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี ด้วยหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า การต่อใบอนุญาตบางครั้งต่างชาติมองว่าสั้นเกินไปหรือไม่ และเมื่อครบ 5 ปี จะได้ต่อใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะต้องหารือกับหลายๆ ฝ่าย เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
โรงงานไหนผิดต้องจ่ายเยียวยา
นายวราวุธ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดโรงงานที่กระทำความผิด และการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบว่า เบื้องต้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการกับผู้ประกอบการบางรายที่พบการกระทำความผิดแล้ว อย่างเช่น กรณี จ.ปราจีนบุรี ที่มีคราบน้ำไหลออกมา ซึ่งจะต้องหารือถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกรภายหลังน้ำลดไปแล้ว แต่ในกรณีที่พบของกลางไม่สามารถตรวจสอบว่าเป็นของใคร ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องใช้งบประมาณของกรม หากงบประมาณไม่เพียงพอจะต้องของบกลางมาช่วย ความเสียหายต่างๆ หากเราสามารถตรวจพบว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด ตัวผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดชอบความเสียหาย ส่วนจะต้องรับความผิดชอบความเสียหายเท่าใดนั้น จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นระหว่างบริษัท จังหวัด และประชาชนที่ได้รับความเสียหาย
รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาขยะพิษ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการโรงงาน การคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรกโดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยย้ำว่าประเทศไทยต้องไม่เป็นแหล่งรองรับการทิ้งขยะจากต่างประเทศ และต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนควบคู่กัน
วาง3มาตรการคุมตั้งแต่ต้นทาง
นางสาวลลิดากล่าวว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงและมีข้อร้องเรียนจากประชาชน 2.การทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก เพื่อควบคุมและติดตามการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางและ 3.การปรับปรุงกฎหมายในระยะยาว เพื่อเพิ่มxระสิทธิภาพการกำกับดูแลและยกระดับบทลงโทษให้มีความเข้มงวด โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมศุลกากรและอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธานร่วมในการทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ จะร่วมดูแลการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่ากฎหมายปัจจุบันมีช่องว่างหรือจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร
ตั้ง50ทีมลุยตรวจโรงงาน5จว.
นางสาวลลิดากล่าวว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดชุดเฉพาะกิจ 50 ทีม กระจายลงพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ จังหวัดละ 10 ทีม เริ่มดำเนินการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยมุ่งตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ปัจจุบันมีโรงงานที่จดทะเบียนประเภทดังกล่าวทั่วประเทศ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่ง อยู่ใน5 จังหวัดเป้าหมาย โดยจะให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีความเสี่ยง มีข้อร้องเรียนหรือเคยมีประวัติการดำเนินคดีเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ จำนวนโรงงานที่จดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งมีการกระทำผิดโดยทีมตรวจสอบจะประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพร้อมประสานฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจสนับสนุนการปฏิบัติงาน คาดว่าจะเห็นความคืบหน้าภายในหนึ่งสัปดาห์
รมว.อุตฯกำชับตรวจสอบเข้มงวด
นางสาวลลิดากล่าวว่า นายวราวุธได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประกอบกิจการอย่างเข้มงวด ทั้งประเภทเครื่องจักร กระบวนการผลิต การจัดเก็บและกำจัดของเสีย ว่าตรงตามเงื่อนไขใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะไม่ผ่อนปรนการขยายระยะเวลาให้โรงงานที่ได้รับคำสั่งแก้ไขแล้วแต่ไม่ดำเนินการภายในกำหนด หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งอาจถึงขั้นสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมประสานตำรวจเฝ้าระวังการลักลอบขนย้ายกากอุตสาหกรรมออกไปทิ้งในพื้นที่อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหามลพิษขยายวงกว้าง โดยปัญหาผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามมาตรา 37และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานกับโรงงานบางแห่งแล้ว และอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้การกระทำผิดไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงหารือแนวทางประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและศึกษาช่องทางดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนข้อมูลบริษัทและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อตรวจสอบกรณีที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนหรือนอมินี โดยจะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างรอบคอบไม่เหมารวมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ปีก่อนพบลอบนำเข้าขยะพิษ10ล้านกก.
ในส่วนของการควบคุมการนำเข้า ที่ประชุมได้หารือแนวทางให้โรงงานเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบโดยตรงแทนการนำเข้าผ่านผู้ค้าคนกลาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและติดตามวัตถุดิบจนถึงโรงงานปลายทางได้อย่างชัดเจน พร้อมพิจารณาเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมรวมถึงศึกษาเกณฑ์การปนเปื้อนของสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเศษโลหะนำเข้า โดยต้องสอดคล้องกับกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซล ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับสัดส่วนสิ่งปนเปื้อนที่ยอมรับได้ และไม่ได้หมายถึงการห้ามนำเข้าเศษเหล็กทั้งหมด เนื่องจากต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กัน
นางสาวลลิดากล่าวว่า กรมศุลกากรรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาได้จับกุมของเสียและเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้านำเข้า และดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทางรวมกว่า 10 ล้านกิโลกรัม สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบและป้องกันการสำแดงสินค้าไม่ถูกต้อง โดยกรมศุลกากรจะร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศและกรมควบคุมมลพิษ พิจารณาแนวทางกำหนดเกณฑ์สิ่งปนเปื้อนและหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธินำเข้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำของเสียเข้าประเทศ
ผู้ก่อความเสียหายต้องรับผิดชอบ
สำหรับการเยียวยาประชาชน รัฐบาลยืนยันหลักการให้ผู้ประกอบการที่ก่อความเสียหายต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยกรณีปัญหาคราบน้ำมันในจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีการหารือแนวทางเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งความเสียหายภายหลังน้ำลดและการเพาะปลูกข้าวรอบถัดไปผ่านการสำรวจและประเมินความเสียหายร่วมกันระหว่างบริษัท หน่วยงานจังหวัด และประชาชน ส่วนกรณีที่พบกากของเสียแต่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะใช้งบประมาณที่มีอยู่ดำเนินการจัดการปัญหาก่อนและหากไม่เพียงพออาจเสนอขอรับการจัดสรรเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอการแก้ไขปัญหาจนเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น
ยันต้องแก้ปัญหาจริงจังทั้งระบบ
“รัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องดำเนินการอย่างจริงจังทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการตรวจจับโรงงานที่กระทำผิด แต่ต้องปิดช่องโหว่ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการ ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย พร้อมยกระดับกฎหมายและติดตามผู้กระทำผิดให้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนเป็นรายสัปดาห์ และสรุปผลการดำเนินงานเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และคุ้มครองสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว
สทนช.เตือนระวังน้ำทะเลหนุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ประกาศเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง ช่วงวันที่ 31 ตุลาคม– 4 พฤศจิกายน 2569 ลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณแม่น้ำที่เชื่อมกับทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากระดับวิกฤต ประมาณ 0.30-0.50 เมตร และอาจไหลเข้าท่วมบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ในช่วงวันที่ 31 ตุลาคม–4 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงบริเวณชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ บริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร และเส้นทางสัญจรถนนสุขุมวิท ถนนสุขสวัสดิ์ และถนนพระราม 2 จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

