'หมอวิชัย' ซัดแก้กฎหมายภาษีเฉพาะ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนทางเงิน ชี้ใช้อำนาจฉ้อฉล หวั่นรัฐแทรกแซง สสส.-ไทยพีบีเอส

“หมอวิชัย” ชี้เปลี่ยนเงินภาษีเฉพาะเป็นงบปกติ ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนเส้นทางเงิน แต่เปลี่ยนกลไกและเงื่อนไขการบริหาร หวั่น สสส.ถูกแทรกแซงจนทำงานสร้างสุขภาพไม่มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพเหมือนเดิม ขณะที่ไทยพีบีเอสเสี่ยงสูญเสียความเป็นอิสระ ย้ำหากยกเลิกค่าธรรมเนียมบุหรี่-สุราโดยไม่เก็บภาษีทดแทน อาจเอื้อธุรกิจปีละกว่า 1.4 หมื่นล้าน
วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เปิดเผยถึงกรณีการเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนกีฬา และกองทุนสงเคราะห์ผู้สูงอายุ โดยอ้างเหตุผลเรื่องวินัยทางการคลังว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยเห็นว่าการอ้างเรื่องวินัยทางการคลังเพื่อล้มเลิกหลักการของกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม ปัญหาการคลังควรแก้โดยการปฏิรูประบบราชการ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการตัดงบประมาณโครงการที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่คุ้มค่า เป็นต้น
เมื่อถามว่ากรณีที่รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยกเลิกเงินกองทุน แต่เพียงเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมที่เป็นภาษีเฉพาะให้ไปอยู่ในรูปภาษีสรรพสามิตแทน สามารถทำได้จริงหรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเส้นทางเงิน เพราะจำนวนเงินอาจไม่แตกต่างกันหรืออาจแตกต่างกันก็ได้ เพราะอาจถูกตัดระหว่างทางได้มาก แต่สิ่งสำคัญคือ “กลไก” ที่ตามมา โดยเงินจากภาษีเฉพาะจะถูกส่งตรงไปยัง สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนสงเคราะห์ผู้สูงอายุ และกองทุนกีฬา โดยไม่ต้องผ่านสภา ตามหลักการและเหตุผลของกฎหมายแต่ละฉบับ
“ถ้าไปผ่านสภา มันก็จะมีระบบของการใช้อำนาจ กลั่นกรอง ตัดทอน มีข้ออ้างเรื่องนโยบาย มีอะไรต่างๆ เข้ามา เป็นอุปสรรคและเป็นเงื่อนไขต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องของจำนวนเงิน ไม่ใช่เรื่องของเส้นทางเงินเท่านั้น แต่มันจะมีเงื่อนไขต่างๆ ตามมาอีกมากมาย โดยมีโอกาสสูงที่จะมีการแทรกแซงหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ” นพ.วิชัย กล่าว
นพ.วิชัย กล่าวว่า เงื่อนไขดังกล่าวจะกระทบหลักการของกองทุน โดยเฉพาะ สสส. ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นกองทุนที่สามารถทำงานต่อเนื่องในระยะยาว และไม่ถูกแทรกแซงจากกลไกอื่น หากมีกลไกเข้ามากำหนดว่าจะทำอะไรหรือไม่ให้ทำอะไร ก็จะทำให้ สสส. ไม่สามารถทำงานสร้างเสริมสุขภาพตามเป้าหมาย แผน และยุทธศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่จะแก้ไขคงไม่ได้ศึกษาปรัชญาและหลักการเรื่อง “การคลังเพื่อสังคม” อันเป็นที่มาของสสส. และไทยพีบีเอส รวมถึงไม่ได้ศึกษาพัฒนาการของกองทุนสสส. ซึ่งเป็น “นวัตกรรมของการบริหารกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ” ที่ทั่วโลกยกย่อง
เมื่อถามว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกระทบภารกิจของ สสส. ที่รณรงค์เรื่องบุหรี่ สุรา และอบายมุขหรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า ภารกิจดังกล่าวอาจถูกแทรกแซงได้ เนื่องจากอิทธิพลของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่และสุรามีอยู่มาก หากฝ่ายการเมืองเข้ามามีอำนาจกำหนดกฎเกณฑ์และกติกาต่างๆ งานที่มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชนก็อาจถูกเบี่ยงเบนไป ขอให้ศึกษาประวัติของคนที่เข้ามาทำเรื่องนี้ บางคนมีบทบาทรับใช้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ซึ่งมุ่งทำลายด้วยอคติและความหลงอำนาจ
นอกจากนี้รัฐบาลควรศึกษาแบบอย่างจากสสส. ทั้งขนาดและวิธีทำงาน สสส.ที่เป็นองค์กรขนาดเล็กแต่เชื่อมโยงภาคประชาชนอย่างกว้างขวางเป็นรูปแบบที่สามารถนำไปปฏิรูประบบราชการให้มีขนาดจิ๋วแต่แจ๋วไม่ใหญ่โตเทอะทะ จนต้องใช้งบประมาณมากมายมหาศาลเลี้ยงองค์กร เหลือเม็ดเงินถึงประชาชนจริง ๆ น้อยมาก
สำหรับ สสส. นพ.วิชัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเงินมาใช้เพื่อทำให้ประชาชนสุขภาพดี แต่คือการทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยที่ผ่านมา สสส. ใช้กลไกให้องค์กรมีขนาดเล็ก ขณะเดียวกันส่งเสริมภาคประชาชนให้เข้มแข็งและเข้ามามีส่วนร่วมรับทุนไปทำงาน ซึ่งที่ผ่านมามีองค์กรเข้าร่วมกว่า 23,000 องค์กร และประชาชนที่เข้ามาร่วมเป็นหลักแสนคน
เมื่อถามว่ากรณีไทยพีบีเอสจะได้รับผลกระทบอย่างไร นพ.วิชัย กล่าวว่า ไทยพีบีเอสต้องการความเป็นอิสระจากรัฐ เพราะเป็นสื่อสาธารณะที่ทำเพื่อประชาชน หากไปอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐ ก็จะทำให้พัฒนาการเรื่องสื่อถอยหลัง โดยยกตัวอย่างพัฒนาการของสื่อไทยจากเดิมที่เป็นปากกระบอกเสียงของรัฐบาล ก่อนพัฒนาไปสู่แนวคิดเรื่องสื่อสาธารณะ การเป็นปากกระบอกเสียงของรัฐบาล จะทำให้เกิดสภาพเป็น “กระทรวงแห่งความจริงที่มีหน้าที่แถลงข่าวเท็จ” อย่างในนิยายเรื่อง “1984” ของ จอร์จ ออร์เวลล์
นพ.วิชัย กล่าวว่า ในต่างประเทศมีองค์กรสื่อสาธารณะ เช่น BBC ของอังกฤษ และ PBS ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ไทยนำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาเป็นไทยพีบีเอส โดยใช้เงินจากค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่และสุรา เพื่อให้เป็นสื่อเพื่อประชาชนและมีความเป็นอิสระจากรัฐ
เมื่อถามว่าประชาชนที่ได้รับข้อมูลจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายที่คัดค้านควรเชื่อฝ่ายใด นพ.วิชัย กล่าวว่า ประชาชนควรไตร่ตรองเหตุผล โดยฟังเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่ายว่าเหตุผลใดน่าเชื่อถือ โดยจากที่ติดตามการอธิบายของรัฐบาลและข้อมูลจากผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องจำนวนมาก เห็นว่าเหตุผลของรัฐบาลไม่เพียงพอ บางคนท่าทีเหมือนนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ
เมื่อถามถึงข้อสงสัยของประชาชนว่าเงินจากภาษีเฉพาะสมควรนำมาใช้กับกองทุนเหล่านี้หรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า หากพิจารณาจากกฎหมายและความเป็นมา จะเห็นว่าภาษีดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยเฉพาะการจัดตั้ง สสส. เพื่อใช้เงินจากภาษีบาปมาสร้างเสริมสุขภาพและรณรงค์ลดอบายมุขทั้ง 2 ประเภทโดยตรงซึ่งที่ผ่านมาทำได้ดีมาก ทั่วโลกยกย่อง การประเมินผลจากองค์กรระดับโลกทุกช่วง 5 ปี มีข้อสรุปในทางยกย่องชมเชยทุกครั้ง การนำ สสส. ไปอยู่ในระบบการตรวจสอบของรัฐบาลและรัฐสภาจะบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานอย่างมาก ขณะที่ สสส. มีระบบบริหารเชิงรุกและเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง ข้อสำคัญมีคณะกรรมการประเมินผล ทำหน้าที่แยกต่างหากจากคณะกรรมการบริหาร
เมื่อถามว่ามองเรื่องนี้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองหรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า “ไม่ใช่ข้อต่อรอง มันเป็นการใช้อำนาจฉ้อฉล” พร้อมระบุว่า ฝ่ายที่มีอำนาจกุมเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการ “ทำลายพลังภาคประชาชน” เพื่อให้สามารถกุมอำนาจทุกอย่างได้อย่างเด็ดขาด
นพ.วิชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า หากมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ทุกภาคส่วนควรออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านพิจารณาเรื่องนี้อย่างมีเหตุผล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และหากกฎหมายผ่าน ประชาชนควรจดจำว่า สส. คนใดหรือพรรคใดลงมติสนับสนุน และนำไปประกอบการพิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
/////
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

