คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

มองข้ามละครการเมือง ส่องสาระ ‘ทุนผูกขาด’ และโครงสร้างอำนาจที่แท้จริง
ในยามที่การเมืองไทยถูกตัดทอนให้เหลือเพียงภาพจำอย่างละครโทรทัศน์-แบ่งแยกผู้คนออกเป็นสองขั้วอย่างหยาบๆ ระหว่างฝ่ายก้าวหน้ากับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ราวกับตัวดีและตัวร้ายในบทละคร
สังคมไทยกำลังเสี่ยงที่จะมองไม่เห็นข้อเท็จจริงอันซับซ้อนที่อยู่เบื้องหลัง การ “ตีตรา” ผู้เห็นต่างทางการเมือง จึงเป็นวาทกรรมที่ตื้นเขินเกินกว่าจะใช้ทำความเข้าใจระเบียบอำนาจในปัจจุบัน
หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน คำว่า “อนุรักษ์นิยม” ในความหมายที่ควรจะเป็น ไม่ใช่การกอดเก็บสิ่งคร่ำครึอย่างหลับหูหลับตา แต่คือการยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามบริบทของยุคสมัย โดยยังคงรักษาหลักการ รากฐาน และวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไว้
เช่นเดียวกันคำว่า “ฝ่ายก้าวหน้า” ก็มิได้หมายความถึงผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงถอนรากถอนโคนล้มกระดานไปเสียทุกอย่าง โดยไม่พิจารณาความเป็นจริง ของสังคม
จุดยืนในการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มการเมืองในปัจจุบัน จึงไม่ควรมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเชิดชูขั้วอำนาจใด หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของพฤติกรรมทางการเมืองและระบบที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งได้รับการตักเตือนมาอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การโหนกระแสชั่วคราว
ปรากฏการณ์ “ธุรกิจการเมือง” และโครงสร้างอำนาจใหม่
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในวิกฤตการเมืองยามนี้ คือการหวนคืนและพัฒนารูปแบบของ “ธุรกิจการเมือง” ที่ถูกปรับปรุงให้แยบยลและเบ็ดเสร็จยิ่งกว่าในอดีต โมเดลการกวาดต้อนกลุ่ม “บ้านใหญ่” และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเข้ามารวมศูนย์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการเป็นเสียงข้างมาก ถูกนำกลับมาใช้พร้อมกับโครงสร้างการบริหารงานภายในที่สะท้อนถึงระบบครอบครัวมากกว่า
สถาบันทางการเมือง การจัดสรรตำแหน่งระดับบริหารเริ่มมีลักษณะของการส่งต่อให้คนใกล้ชิดที่ยังขาดประสบการณ์เข้ามาเรียนรู้งานในตำแหน่งสำคัญ ที่เป็นถึงมนตรีแห่งรัฐ (CEO ประเทศ) สะท้อนการมองอำนาจรัฐเป็นเพียงสมบัติส่วนตน
ยิ่งไปกว่านั้น กลไกการรวบรวมและควบคุมอำนาจในสภาสูงตามกติการัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้เปิดช่องให้เกิดการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ การครอบงำวุฒิสภาไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นเหมือนในอดีต หากแต่เป็นการเข้ายึดครองพื้นที่สภาสูงไว้ได้ก่อนที่จะจัดตั้งรัฐบาลด้วยซ้ำ ยุทธศาสตร์การยึดพื้นที่สภาสูงซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต., ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ คือสัญญาณเตือนภัยถึงการก่อตัวของ “เผด็จการรัฐสภาโดยกลุ่มทุนผูกขาดสามานย์” ที่สมบูรณ์แบบและน่ากลัวกว่าทุกยุคที่ผ่านมา
บทบาทของผู้นำ และการจับตาจาก “รัฐพันลึก”

แม้ในมิติของตัวบุคคล ผู้นำทางการเมืองบางท่านอาจมีประสบการณ์และวุฒิภาวะที่ดูเหมาะสมเหนือกว่าคู่แข่งในเชิงเปรียบเทียบ แต่เมื่อพิจารณาถึงระบบบริหารและเงื่อนไขเบื้องหลังของกลุ่มการเมืองที่หนุนหลังอยู่ ความเสี่ยงต่อประโยชน์สาธารณะกลับไม่ได้น้อยลงไปกว่ากัน
การขับเคลื่อนงานในเวทีระดับนานาชาติในหลายวาระ ยังคงขาดวาระทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่ผู้นำการเมืองดูจะชอบเดินทางไปเยี่ยมเยือนต่างประเทศไม่แพ้นายกฯหญิงในอดีต
ความเลวร้ายที่ดูจะทวีมากขึ้น คือการไม่รู้จักสำนึกอายของผู้นำและนักการเมืองไทยในปัจจุบันการรู้จักละอายต่อบาปดูจะติดอยู่เพียงปลายเล็บและผิวหนัง ส่วนจิตวิญญาณยังเกาะติดอยู่กับผลประโยชน์และพวกพ้อง จึงพร้อมจะเป็นหุ่นเชิดให้คนบางคนชักเชิดอยู่หลังม่าน
ขณะเดียวกัน โครงสร้างอำนาจดั้งเดิมหรือ“รัฐพันลึก” (Deep State) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มข้าราชการ กลุ่มทุนใหญ่ กลุ่มสถาบันสำคัญ และฝ่ายความมั่นคง ที่มีบทบาทเคียงคู่กับสังคมไทยมาช้านาน ก็กำลังเฝ้ามองปรากฏการณ์นี้อย่างใกล้ชิด การใช้อำนาจตามใจชอบหรือพฤติกรรมที่ท้าทายความรู้สึกของประชาชน เช่น การใช้อำนาจแทรกแซงแต่งตั้งในบุคลากรระดับสูงของกระบวนการยุติธรรม เช่น อธิบดี DSI ที่มองได้ว่าเพื่อให้มาปัดเป่าคดี ทุจริตเลือกสว.ยิ่งเป็นการเร่งให้เกิดแรงต้าน หากรัฐบาลย่ามใจและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างสังคมจนเกินรับไหว แม้แต่กลุ่มอำนาจดั้งเดิมก็พร้อมที่จะถอนการสนับสนุนเช่นกัน
ในอีกมิติหนึ่ง กลุ่มการเมืองรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ ทำลายการผูกขาดของทุนใหญ่ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นโดยลดอำนาจข้าราชการจากส่วนกลาง และการปฏิรูปสถาบันที่สำคัญ ก็จำเป็นต้องเข้าใจว่าการแตะต้องโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ดั้งเดิมอย่างรุนแรง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบดั้งเดิมรวมตัวกันต่อต้าน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงและก้าวสู่อำนาจการบริหาร
ก้าวข้ามสีเสื้อ: พลังการเมืองเชิงประเด็นในยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม สัญญาณบวกที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือการพัฒนาการของการเมืองภาคประชาชน การเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการชุมนุมยืดเยื้อหรือการปักหลักค้างคืนเหมือนในอดีต
เทคโนโลยีและเครื่องมือการสื่อสารในยุคปัจจุบันทำให้พลังของข้อเท็จจริงสามารถกระจายไปสู่สังคมได้อย่างรวดเร็ว การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือการเคลื่อนไหวสั้นๆ ที่ทรงพลัง มีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ใช้อำนาจได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนเกินจำเป็นให้กับตนและสังคม
สิ่งที่งดงามที่สุดในปรากฏการณ์ปัจจุบัน คือการที่ประชาชนทุกฝ่ายเริ่มก้าวข้ามความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อ
ในอดีต ภาพการจับมือกันระหว่างกลุ่มคนต่างรุ่นต่างความคิด หรืออดีตคู่ขัดแย้ง เพื่อร่วมกันตรวจสอบ
การทุจริตเชิงโครงสร้างและการฮั้วอำนาจ คือเครื่องยืนยันว่า สังคมไทยกำลังก้าวสู่การเมืองเชิงประเด็น
(Issue-based) ที่ยึดเอาความถูกต้องและประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก
การก้าวข้ามวาทกรรม “ซ้าย-ขวา” หรือ“เหลือง-แดง” หรือ “ก้าวหน้า-อนุรักษ์นิยม”จะเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยจากการถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและอำนาจนิยมทุกรูปแบบ
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


